คีย์เวิร์ด SEO สำคัญอย่างไรในเว็บไซต์ทางธุรกิจ

คีย์เวิร์ด SEO สำคัญอย่างไรในเว็บไซต์ทางธุรกิจ

การทำเว็บไซต์ SEO ที่มีคุณภาพต้องอาศัยองค์ประกอบหลายด้าน ทั้งในส่วนของการปรับปรุงโครงสร้างของเว็บไซต์ ให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งในโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ การเพิ่มลิงก์เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ต่าง ๆ และที่สำคัญคือการผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพ ซึ่งนับว่าเป็นหัวใจของการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

การเขียนบทความ SEO ให้ประสบความสำเร็จ ต้องใส่ใจตั้งแต่การเลือกใช้คีย์เวิร์ด SEO ที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใช้พิมพ์ในช่อง Google search เพื่อการค้นหาข้อมูลต่างๆ

คีย์เวิร์ด SEO แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1. focus keyword คีย์เวิร์ดหลัก

เป็นคำสำคัญที่มักสั้นกระชับ ควรใส่ทั้งในบทความ ส่วนหัวเรื่อง (title) และ ส่วนสรุปย่อ (Meta description) เป็นคำที่เจ้าของกิจการออนไลน์ต้องการให้ถูกค้นพบเจอเว็บไซต์ทางธุรกิจในหน้าแรกเสมอ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการมากขึ้น

2. related keyword คีย์เวิร์ดรอง

focus keyword คือ คำที่ใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดหลัก อาจมีส่วนขยายเพิ่มทำให้มีลักษณะเป็น long-tailed keywords ซึ่งสามารถหาตัวอย่างคำได้จากช่องค้นหาของ Google หลังการกดยืนยันสืบค้นด้วยคีย์เวิร์ดหลัก

การเขียนบทความหนึ่ง ๆ ควรที่จะใช้ keyword ที่กล่าวมา อย่างละ 1 คำ โดยมีการทำซ้ำไม่เกิน 2-3 ครั้ง จึงจะไม่มีปัญหาการถูกรายงานจากระบบ algorithm ของ Google ว่าเป็น spam keyword หรือ spam content ที่อาจทำให้ถูกลดอันดับ SEO ของเว็บไซต์ลงได้

นอกจากการเลือก คีย์เวิร์ด SEO เพื่อใส่ในบทความแล้ว ยังต้องใส่ใจการทำ Meta description ที่มีคุณภาพจากคีย์เวิร์ดทั้งสองประเภท (คีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดรอง) เนื่องจาก Meta description เป็นการสรุปรวมข้อมูลต่าง ๆ ในบทความนั้น ๆ ซึ่งอาจมีความยาวมากถึง 3,000 คำ นำมาสรุปประเด็นให้สั้น ไม่เกิน 150 คำการเขียนบทความ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

ดังนั้น จำเป็นที่ต้องนำทั้ง focus keyword และ related keyword มาใส่ให้ครบถ้วน เพื่อช่วยให้ได้อันดับ SEO ที่ดียิ่งขึ้น และทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายทราบได้ว่า หากคลิกเข้ามาแล้วจะพบข้อมูลที่มีรายละเอียดในประเด็นใดบ้าง

อีกส่วนหนึ่งที่ไม่ควรพลาด คือ การทำส่วน title หรือหัวข้อของบทความ ที่ควรระบุคีย์เวิร์ดหลักเอาไว้เสมอ แต่หากสามารถใส่คีย์เวิร์ดรองลงด้วยได้ ก็จะยิ่งดีต่อการสื่อความหมายของเนื้อหา ที่จะทำให้ได้รับความสนใจจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ต้องมีหลักการที่ชัดเจน คือ ความสั้น กระชับและใช้ภาษาที่ตรงกับลูกค้าเป้าหมายมากที่สุด

จะเห็นได้ว่า การใช้คีย์เวิร์ด SEO ที่เหมาะสม จะทำให้ส่วนประกอบต่าง ๆ ทั้งหัวเรื่อง Meta description และบทความ SEO ดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่ม traffic อัตราการคลิก อันดับ SEO ของเว็บไซต์ ควบคู่กับการเพิ่มยอดขายได้อย่างชัดเจน

SEO และ SEM ทำให้เว็บไซต์ขายของได้มากขึ้นจริงหรือ

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ ในปัจจุบัน นับว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศรวมถึงความไม่เสถียรของการเมืองภายในประเทศ ส่งผลให้คนส่วนใหญ่อยู่ในภาวะรัดเข็มขัดมากขึ้น

การจะทำให้เว็บไซต์ออนไลน์ยังขายของได้ดีในยุคปัจจุบัน จึงต้องใช้เทคนิคทางการตลาดที่เรียกว่า SEO และ SEM เข้ามาช่วย ซึ่งกูรูทางการตลาดการันตีว่าเห็นผลจริง

โดย SEO หมายถึง Search Engine Optimization เป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยการปรับปรุงคุณภาพของเว็บไซต์ให้ตรงตามหลักเกณฑ์ที่ Search Engine อย่าง Yahoo และ Google กำหนด ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

1. On-page SEO ได้แก่

ผลิตผลงานเขียนที่ใส่ keyword SEO อย่างเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับการสืบค้นของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย โดยต้องไม่คัดลอกซ้ำจากแหล่งเว็บไซต์อื่น

พัฒนาเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายและสวยงาม ทั้งในโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ

มีการใช้สีและฟอนต์ตัวอักษรที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อสร้างความจดจำและน่าดึงดูดให้เข้ามาชม

2. Off-page SEO ได้แก่

หมายถึง การแนะนำเว็บไซต์ของคุณผ่านห้องสนทนา เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงลิงก์ได้ เช่น การไปสมัครเป็นสมาชิกในห้องสนทนาแนวครอบครัว หรือ ผู้รักสุขภาพ ที่คุยกันเรื่องเทคนิคการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ปลอดโรค (กรณีที่คุณขายเครื่องฟอกอากาศ)

เมื่อมีผู้ที่สนใจอยากได้เครื่องฟอกอากาศ เพื่อลดปัญหาโรคภูมิแพ้ หอบหืด ฯลฯ คุณก็สามารถที่จะให้ลิงก์เว็บไซต์ของคุณไว้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจคลิกเข้าไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสั่งสินค้าจากเว็บไซต์คุณ เรียกว่า เป็นการเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ และเป็นการขยายตลาดให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักในกว้างยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำ SEO ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูลให้ระบบอัลกอริทึมประมวลและวิเคราะห์จัดอันดับ SEO การเพิ่มยอดขายและรายได้จึงเห็นผลชัดหลังการทำ SEO สม่ำเสมอ 2-3 เดือน ขึ้นไป

ส่วนเทคนิคการทำ SEM หรือ Search Engine Marketing ในการเพิ่มโอกาสในการขายแบบรวดเร็ว แต่ก็ต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการทำ SEO เนื่องจากว่าต้องมีการประมูลพื้นที่ในการโฆษณา เมื่อมีการคลิกเข้ามาชมเว็บไซต์จากลิงก์บน Search Engine ก็ต้องชำระค่าใช้จ่ายให้ Yahoo, Google และ Bing แบบ Pay Per Click หรือ PPC ด้วย

วิธี SEM จึงเหมาะกับช่วงเวลาที่ต้องการกระตุ้นให้มีการสั่งสินค้าโปรโมชั่น การเปิดตัวสินค้าใหม่ การแนะนำคอลเลคชั่นใหม่ รวมถึงการกระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาลเช่น วันปีใหม่ วันวาเลนไทน์ เป็นต้น

SEM จึงช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมียอดขายที่ดีขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งควรผสมผสานกับการทำ SEO จึงจะทำให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเว็บไซต์ธุรกิจของคุณได้อย่างเหมาะสม เติบโตดีทางด้านยอดขาย มีกลุ่มลูกค้าเก่าและใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เทคนิคทางการตลาดที่เรียกว่า SEO และ SEM

ยุค 5G ทำไมต้องทำเว็บไซต์ SEO

ยุค 5G ทำไมต้องทำเว็บไซต์ SEO

ด้วยความก้าวหน้าของอินเทอร์เน็ตยุค 5G การทำ SEO จึงสำคัญกับเว็บไซต์ออนไลน์อย่างมาก เนื่องจากการมีการศึกษาว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกนิยมสืบค้นด้วย Search Engine อย่าง Yahoo, Bing และ Google เป็นจำนวนหลายล้านครั้งต่อวัน

ซึ่งเว็บไซต์ใดที่ปรากฏผลเป็นอันดับ 1-5 ในหน้าแรก จะมีโอกาส ขายสินค้าได้มาก ทำให้ลูกค้าใหม่ ๆ รู้จักแบรนด์ และเสริมความน่าเชื่อถือได้มากกว่า

หากต้องการให้เว็บไซต์ของคุณ ถูกได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการสืบค้นด้วยอินเทอร์เน็ตยุค 5G คุณจึงควรทำ ระบบ SEO หรือ Search Engine Optimization ให้เว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ

การทำ SEO ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ On-Page SEO และ Off-Page SEO มีหลักการ ดังนี้

1. On-Page SEO

เป็นการทำให้เว็บไซต์ที่ปรากฏแก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มีความน่าสนใจ โดดเด่น ทั้งด้านของสีสัน ตัวอักษร โลโก้ที่เป็นเอกลักษณ์ อ่านง่ายสบายตา นอกจากนี้ ต้องสื่อถึงแบรนด์ได้ดี เช่น หากคุณทำผลิตภัณฑ์น้ำยาซักผ้าเด็กออร์แกนิก ไม่มีสารเคมีเจือปน ก็ควรใช้สีเขียวหรือสีน้ำตาลอ่อน ที่สื่อถึงความเป็นมิตรและเป็นธรรมชาติ

นอกจากนี้ การออกแบบดีไซน์ให้ใช้งานง่ายทั้งในระบบคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโทรศัพท์มือถือ ก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้ลูกค้า เข้าถึงเว็บไซต์ของคุณเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เนื่องจาก 80% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 5G มาจากการใช้งานผ่านหน้าจอมือถือ

ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การวิจัย Keyword SEO เพื่อใช้ในการผลิตบทความ รวมถึง ใช้ในการตั้งชื่อเพจ รูปภาพ สื่อมัลติมีเดียอื่น ๆ สำหรับประกอบในแต่ละเพจ ซึ่งควรจะกำหนดไว้เพียงแค่ 1-2 Keyword SEO วางตำแหน่งกระจายให้ทั่วทั้งเพจ จะทำให้เว็บไซต์ถูกประมวลผลจากระบบ AI อัจฉริยะของ Search Engine ให้มีอันดับ SEO สูงขึ้น จนปรากฏเป็นอันดับบน ๆ ในหน้าต่างการสืบค้นได้

2. Off-Page SEO

เป็นส่วนของการเชื่อมโยงลิงค์เว็บไซต์ภายนอก เข้าสู่เว็บไซต์การธุรกิจของคุณ หรือ ที่เรียกว่า Backlink ซึ่งเทคนิคที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณไม่ถูกโดนแบนจากโลกออนไลน์ ก็คือ การแทรกตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มสนทนา โดยให้ข้อมูลหรือความเห็นที่เป็นข้อเท็จจริง

เช่น หากคุณขายเครื่องกรองน้ำ ก็ควรอยู่ในกลุ่มของผู้รักสุขภาพเมื่อมีผู้ที่สอบถามถึงการเลือกน้ำสะอาดในรูปแบบต่าง ๆ ดื่ม คุณก็สามารถที่จะให้ข้อมูลที่เป็นหลักวิชาความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ได้ เมื่อมีผู้ที่สนใจและเชื่อมั่นในความรู้และความจริงใจของคุณ ก็จะทำให้เกิดการสอบถามลิงค์ และก็เข้ามาเยี่ยมชม เพื่อสั่งสินค้าจากเว็บไซต์คุณนั่นเอง

ยุค 5G เป็นช่วงเวลาที่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างฐานลูกค้าได้ทั่วโลก ซึ่งการทำ SEO จะทำให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น หวังว่าทุกท่านจะเห็นความสำคัญของ SEO แล้วนำไปพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จได้ต่อไป

ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การวิจัย Keyword SEO

ค่าสถิติในการชมเว็บไซต์ เกี่ยวข้องกับการทำ SEO อย่างไร

ค่าสถิติในการชมเว็บไซต์ เกี่ยวข้องกับการทำ SEO อย่างไร

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการพัฒนาเว็บไซต์ที่ทำให้อันดับในการสืบค้นสูงขึ้น เช่น เป็น Top5 Top10 ในหน้าแรก ไม่ว่าจะเป็น Yahoo หรือ Google โดยไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาให้แก่ Search Engine เพียงแต่ต้องพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และมีการประชาสัมพันธ์โดยการแนะนำบอกต่อในโซเชียล

การทำ SEO เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ทำธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ ที่จะช่วยให้มีอันดับในการสืบค้นที่ดีขึ้น นำมาซึ่งโอกาสในการขายได้สูงและมีลูกค้าประจำในระยะยาว ในการพัฒนาเว็บไซต์ จะมีค่าสถิติที่ระบบจะทำการคำนวณให้ เพื่อจะได้นำมาวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการปรับปรุงเว็บไซต์ SEO ให้ดียิ่งขึ้น

ค่าสถิติ 3 ประเภทที่เกี่ยวข้องกับการทำเว็บไซต์ SEO ที่ควรทราบ คือ

1. ค่า CTR หรือ Click Through Rate เป็นสัดส่วนผู้สนใจคลิกเข้ามาชมในเว็บไซต์ของคุณ เมื่อมีการแสดงผลลัพธ์ในหน้าต่างการสืบค้น

เช่น เมื่อมีการพิมพ์หาเว็บไซต์ ด้วย Keyword ว่า ร้านขายดอกไม้รับปริญญาออนไลน์ จะปรากฏร้านขึ้นมา 10 ร้านในหน้าต่างการสืบค้น หากผู้ที่เห็นเว็บไซต์คุณคลิกเข้ามาชมก็จะทำให้ค่า CTR เพิ่มขึ้น หากมีการคลิกเข้ามาชมมาก หรือ CTR สูง ก็แสดงถึงมีโอกาสในการขายสินค้าได้มาก

การปรับปรุงเว็บไซต์ให้ค่า CTR เพิ่มขึ้น เริ่มจากการเลือกใช้หัวข้อที่เหมาะสม การใช้ Keyword ที่ตรงกับการสืบค้น หากมีส่วน Meta Description บรรยายเพจคร่าว ๆ ก็จะทำให้มีผู้คลิกเข้ามาอ่านเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณมากยิ่งขึ้น

2. ค่า Time On Site หมายถึงช่วงเวลา หรือความยาวนานที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายคลิกเข้ามาอ่านบทความในเว็บไซต์ของคุณ เปรียบเทียบว่าคนที่เข้ามาอยู่ในเพจเพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ 5-10 วินาทีแล้วก็คลิกออกไป ย่อมแสดงถึงเนื้อหาที่น่าสนใจน้อยกว่าเพจที่ทำให้ผู้ชมอยู่ได้ยาวนาน 5-10 นาที

ค่า Time On Site ที่มากขึ้น แสดงถึงการมีเนื้อหาสาระที่ตรงใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โอกาสในการขายก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง ซึ่งการเพิ่มค่านี้ทำได้จากการผลิตบทความที่มีเนื้อหาสาระชัดเจน ภาษาเหมาะสมและไม่มีการคัดลอกจากแหล่งอื่น

3. ค่า Bounce Rate คือ เป็นอัตราส่วนที่แสดงถึงความน่าสนใจของเนื้อหาบทความนั้น ๆ หากบทความมีเนื้อหาที่น่าสนใจมาก ก็จะทำให้คนไม่คลิกเปลี่ยนหน้าไปเพจอื่น ทั้งนี้ อาจเกิดจากมีภาพประกอบ หรือคลิปที่โดดเด่นในหน้านั้นก็เป็นได้ ดังนั้น หากพัฒนาเว็บไซต์ SEO แล้วทำให้ค่าสถิตินี้ดีขึ้น ก็แสดงว่าคุณมาถูกทางแล้ว

จะเห็นได้ว่า ค่าสถิติทั้ง 3 ประเภทนี้ มีความหมายต่อการพิจารณาปรับปรุงเว็บไซต์ SEO ที่มุ่งเน้นให้มีค่าตัวเลขสถิติที่ดียิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจให้แก่คู่แข่งรายอื่น

ค่าสถิติ 3 ประเภทที่เกี่ยวข้องกับการทำเว็บไซต์ SEO

ทำไมการตลาดรุ่นใหม่จึงต้องทำ SEO

การทำ SEO จึงเป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์นักธุรกิจที่จะทำการตลาดในปัจจุบัน นิยมใช้ช่องทางออนไลน์เพราะให้ความสะดวกรวดเร็วและใช้ต้นทุนที่ต่ำ ไม่จำเป็นต้องเช่าพื้นที่หน้าร้านก็ได้ลูกค้าจากในและต่างประเทศได้ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ตลอด 24 ชั่วโมง

การทำ SEO จึงเป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่มีคนศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้อย่างมาก ผู้ที่ทำการตลาดรุ่นใหม่ที่ต้องการประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขายและผู้ติดตาม จึงควรทำการศึกษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อที่จะแข่งขันกับคู่แข่งทางการค้ารายอื่นได้ดีขึ้น

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ Search Engine อย่าง Yahoo และ Google กำหนดไว้ ได้แก่

1. การทำบทความ SEO ที่มีเนื้อหาน่าสนใจให้ประโยชน์แก่ผู้อ่าน มีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างประเทศ ข่าวสารมีความทันสมัยและไม่มีการคัดลอกทำซ้ำจากแหล่งอื่น

2. การเลือก Keyword ที่เหมาะสมกับสินค้า และผ่านการวิจัยว่าตรงกับที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายพิมพ์ค้นหาในช่อง Search ของ Search Engine เพื่อให้มีโอกาสถูกสืบค้นเจอได้มากขึ้น ทั้งนี้ มีสองแบบ คือ Short Tail และ Long Tail Keywords ที่คุณเลือกใช้ได้ โดยปัจจุบันแนะนำให้ใช้เป็น Long Tail Keyword คือ การใช้ Keyword ผสมกันหลายคำ เพื่อให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น เช่น ใช้ คำว่า ร้านขายดอกไม้ออนไลน์ราคาถูกกรุงเทพ แทนการใช้คำว่า ร้านดอกไม้ออนไลน์ เป็นต้น

3. การผลิตสื่อมัลติมีเดียที่ช่วยส่งเสริมการขายได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ ควรเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่มีบุคลิกน่าสนใจ มีเทคนิคการพูดเชิญชวนหรือรีวิวสินค้าที่เป็นข้อเท็จจริง ฯลฯ จะทำให้ได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในการเข้ามาชม และสอบถามข้อมูลสินค้ามากกว่า การถ่ายเป็นภาพประกอบ หรือเป็นบทความที่มีเนื้อหายาว ทั้งนี้ มีการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตยุคปัจจุบัน จะใช้เวลาในการอ่านข้อมูลเพียงแค่ 3 ถึง 5 นาที เท่านั้น การที่มีเนื้อหายาวมากเกินไปก็จะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

4. การเชื่อมโยงลิงก์ของเว็บไซต์ภายนอกเข้ามาสู่เว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณ จะทำให้ได้ขยายฐานลูกค้าเป็นวงกว้างมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ เช่น การไปตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้าและบริการในห้องแชทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใน Facebook ห้องคุยในสังคม Pantip หรือเว็บไซต์ต่างประเทศ หากคุณสามารถแสดงความรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่กลุ่มคนในห้องแชทกำลังให้ความสนใจ พร้อมกับแนบ Link เว็บไซต์ของคุณได้ ก็มีโอกาสสูงที่จะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทำไมการตลาดรุ่นใหม่จึงต้องทำ SEO

จะเห็นได้ว่า เทคนิคการทำ SEO ที่กล่าวมา หากผสมผสานและปรับใช้กับสินค้าและบริการอย่างเหมาะสม จะทำให้เว็บไซต์มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หวังว่าบทความนี้ จะทำให้คุณสามารถปรับใช้ SEO กับธุรกิจ เพื่อให้เติบโตดีบรรลุเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

มารู้จักการเลือกคีย์เวิร์ดสำหรับการทำ SEO

SEO อย่างมีคุณภาพ สำคัญแค่ไหนกับธุรกิจออนไลน์ 2018

มารู้จักการเลือกคีย์เวิร์ดสำหรับการทำ SEO

SEO เป็นสิ่งจำเป็น สำหรับการทำธุรกิจออนไลน์ ในปี 2018 ไม่ว่า สินค้า จะเป็นรูปแบบใด จับต้องได้เป็นรูปธรรมหรือไม่ สำคัญคือต้อง ต้องตา และ ต้องใจ หรือ touchable ได้ จึงจะมีโอกาสรักษาฐานลูกค้ากลุ่มเก่าและเพิ่มเปอร์เซ็นต์ลูกค้ากลุ่มใหม่ นำมาซึ่งรายได้และส่วนต่างกำไรที่สูงขึ้น ทั้งนี้ เราจะเห็นได้ว่าการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization มีความสำคัญในการทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย สามารถค้นหาธุรกิจเรา หรือเจอหน้าเพจ (website หรือ page) ในหน้าแรกของการค้นหาทางเครื่องมือออนไลน์ เช่น กูเกิ้ล (google) , บิง (bing) ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ size เล็กหรือใหญ่ การใส่ใจ SEO จึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้

มารู้จักการเลือกคีย์เวิร์ดสำหรับการทำ SEO

ทั้งนี้ การเลือกคีย์ หรือ keyword สำหรับการทำ SEO ควรต้องศึกษาตลาดก่อนว่า กลุ่ม target ที่เราต้องการขายสินค้าหรือบริการให้นั้นนิยม search ด้วยคำว่าอะไรบ้าง ซึ่งเราเรียกว่าเป็นการวิจัยคีย์ พร้อมกับต้องพิจารณาด้วยว่าคู่แข่งทางธุรกิจประเภทเดียวกับเรา ทำ adwords โฆษณาจากคีย์คำนั้น ๆ มากน้อยเพียงใด ก็จะมีเปอร์เซ็นต์ที่ธุรกิจเราจะนำมาต่อยอดทำ SEM ที่มีประสิทธิภาพในเชิงการตลาดได้อีกมาก ในส่วนของการตั้งชื่อ URL หรือหน้าลิ้งค์ที่จะเชื่อมโยงมาสู่หน้า content ของคีย์เวิร์ดที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสนใจ ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกับ SEO ทั้งนี้กูรูด้าน SEO แนะนำให้ตั้งชื่อ URL ที่มีความยาวของตัวอักษรเหมาะสม ไม่สั้นหรือยาวเกินไป คือ 100 ตัวอักษร ให้คำที่ตรงประเด็นและตรงกับคีย์ของเพจมากที่สุด จึงจะได้ประโยชน์ในเชิงการค้นหาด้วย บอท ของ search engine นั้น ๆ

ในตัวเนื้อหาหรือคอนเท้นต์ ที่มีการผลิตโดย content marketing , content creator หรือ copywriter ก็ตาม ต้องใส่ใจรายละเอียดของเนื้อหาที่ต้องให้ประโยชน์แก่ลูกค้าที่เข้ามาอ่าน การทำ SEO ไม่ใช่การเน้นใส่แต่คีย์ เช่น วิธีคลายเครียด ควรมีเนื้อหาที่เป็นข้อแนะนำหรือวิธีคิดในการคลายเครียดมากกว่า 60 เปอร์เซนต์ ซึ่งหากภายในเนื้อหา content เกินครึ่งหนี่ง กลับเป็นเรื่องราวของผลิตภัณฑ์อาหารเสริม อย่างนี้ ผู้ที่เข้ามาชมเนื้อหาก็จะได้สิ่งที่ ไม่ตรงกับความต้องการ และก็จะทำการ BLOCK หรือทำให้เพจของธุรกิจกลายเป็น Blacklist ที่จะไม่เข้ามาชมอีกต่อไป

SEO อย่างมีคุณภาพ สำคัญแค่ไหนกับธุรกิจออนไลน์ 2018

ทั้งนี้ยังรวมถึงลักษณะของภาษา ความน่าเชื่อถือ หรือ ความเป็นวิชาการ ของเนื้อหาที่ทำ SEO ที่ต้องเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย จะ touch ลูกค้าได้ ต้องรู้ว่าผู้อ่านส่วนใหญ่เป็นใคร ต้องการข้อมูลที่มีการอ้างอิงที่มาที่ไป ตัวเลขสถิติหรือเป็นกลุ่มที่ต้องการความรวดเร็วในการอ่านข้อมูลที่แม้จะใช้เวลา 3 – 5 นาที ก็ต้องมี คุณภาพ ในเนื้อหาเพียงพอที่จะทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่าเป็นการ เสียเวลา หรือ หลอกลวง ลูกค้า ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของธุรกิจ เพราะcontentในเพจต่าง ๆ เป็นเหมือน PR ที่เราคัดเลือกมาแล้วให้เป็นตัวแทนของแบรนด์ธุรกิจนั่นเอง

ความเข้าใจผิดกับ Search Engine

ความเข้าใจผิดและบทลงโทษจาก Search Engine

ธุรกิจออนไลน์ขนาดเล็กเปิดเว็บไซต์เป็นช่องทางการออนไลน์เพื่อให้ลูกค้าค้นหาเจอง่าย มีโอกาสเปิดตัวแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย เสนอขายสินค้าและบริการรวดเร็ว สนองตอบความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่สั่งซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น แต่การทำ SEO หวังให้เว็บไซต์ถูกจัดอันดับในหน้าแรกๆ ของการค้นหาในกูเกิลกลับมีความเข้าใจผิดอยู่มาก โดยเฉพาะการทำ Backlink จากเว็บไซต์อื่น การใส่คีย์เวิร์ดและโฆษณามากเกินไป เว็บไซต์ของคุณอาจพบบทลงโทษจากเครื่องมือค้นหาด้วยการทิ้งเว็บไซต์ของคุณออกจากดัชนี Google โดยสิ้นเชิง ความเข้าใจผิดที่พบกันบ่อยๆ มีดังนี้

Spam Keywords

การเลือกคีย์เวิร์ดมีส่วนสำคัญต่อการค้นหา ถ้ามีความเข้าใจผิดๆ คิดว่าใส่คีย์เวิร์ดซ้ำๆ จำนวนมากจะทำให้ติดอันดับในเครื่องมือค้นหาง่ายขึ้น ความจริงแล้วเกิดผลเสียในระยะยาว บทความที่อ่านไม่รู้เรื่อง มีแต่คีย์เวิร์ดแทรกเต็มไปหมด ทำให้คนที่เข้ามาใช้งานไม่อยากกลับมาใช้เว็บนี้ซ้ำอีก ทั้งยังจะถูกพิจารณาว่าเป็นสแปมได้ ควรระวังการใช้คีย์เวิร์ดในบทความและบรรยายรูปภาพ เช่น ใส่คำว่า Red Flower , Beautiful Flower , Bright Flower , Common Flower คีย์เวิร์ดกลุ่มนี้จะถูกตรวจสอบ หากมีคำซ้ำบ่อยๆ อย่างคำว่า Flower ตามตัวอย่าง จะเกิดปัญหาและถูกเตือนมาให้ปรับเปลี่ยนใหม่ ก่อนจะใช้บทลงโทษคือปฏิเสธเว็บไซต์ของคุณ

Backlink จากเว็บไซต์ ผิดธรรมชาติ

ก่อนหน้านี้กูเกิลจัดอันดับเว็บไซต์จากจำนวนลิงก์ ทำให้มีการเชื่อมโยงลิงก์จำนวนมากเพื่อหวังผลเรื่องการจัดอันดับเว็บโดยตรง ปัจจุบันกูเกิลหันมาเน้นคุณภาพของลิงก์มากขึ้น ดั้งนั้นลิงก์ที่ไม่ดี ลิงก์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ลิงก์ที่รับแต่งเว็บไซต์เพื่อหวังผลเรื่องจัดอันดับดีขึ้นอย่างเดียว จัดเป็นลิงก์ที่ไม่มีคุณภาพ หากแลกเปลี่ยนลิงก์กับเว็บเหล่านั้นที่ถือว่าทำผิดนโยบายของ Google อาจทำให้อันดับเว็บไซต์ของคุณตกต่ำตามไปด้วย

SEO กับความเข้าใจของนักธุรกิจสมัยใหม่

ลงข้อความโฆษณามากเกินไป

หากคอนเทนต์อัดแน่นด้วยข้อความโฆษณาที่ไม่เกิดประโยชน์กับผู้เข้าชม หวังแต่ให้มีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น อาจจะส่งผลร้ายต่อการทำ SEO มากกว่าจะเป็นผลดี เพราะระยะหลังกูเกิลจะพิจารณาว่าเป็นสแปม ทำให้ถูกลงโทษและอาจต้องเริ่มต้นทำเว็บไซต์ใหม่ เสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลา จึงเป็นเทคนิคที่ควรหลีกเลี่ยง

วิธีการทำ SEO ดีที่สุดเริ่มต้นด้วยการเขียนบทความที่มีคุณภาพ เนื้อหาดี น่าอ่านและมีประโยชน์ด้วย เป็นเรื่องใหม่ที่กำลังอยู่ในกระแสความสนใจ ทำให้ผู้อ่านติดตามจำนวนมาก ซึ่งเมื่อทำเว็บให้อยู่ในระดับนี้ไปเรื่อยๆ การแลกลิงก์กับเว็บคุณภาพก็จะตามมาเอง เจ้าของธุรกิจต้องตระหนักเสมอว่า จำนวน Backlinks ปริมาณการคลิกเข้าชม หรือแม้แต่การจัดอันดับที่ดีขึ้น ไม่ได้มีประโยชน์ต่อยอดขายเลย ถ้าโครงสร้างของเว็บไซต์มีความซับซ้อน โหลดช้าและไม่มีข้อมูลเป็นประโยชน์ โอกาสที่ลูกค้าจะกดออกหรือคลิกปิดเว็บไซต์สูง การทำ SEO จึงไม่ประสบความสำเร็จแต่อย่างใดหากยังมีความเข้าใจผิดตามที่กล่าวว่าทั้งหมด