นักการตลาดออนไลน์ต้องรู้ SEO และ SEM ต่างกันอย่างไร และควรเลือกวิธีไหนดี

นักการตลาดออนไลน์ต้องรู้ SEO และ SEM ต่างกันอย่างไร และควรเลือกวิธีไหนดี

เครื่องมือสำหรับทำการตลาดออนไลน์มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี แต่เชื่อว่าอาวุธที่หลายคนคุ้นหูในยุคนี้คือการทำ SEO และเมื่อเอ่ยถึง SEO แล้ว อีกหนึ่งคำที่มักมาด้วยกันบ่อย ๆ คือ SEM โดยสองคำนี้ทำให้นักการตลาดออนไลน์หลายคน โดยเฉพาะนักการตลาดออนไลน์มือใหม่เกิดความสงสัยว่าแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกใช้วิธีไหนดี วันนี้เรามีคำตอบดี ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกใช้อาวุธที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจคุณ

ทำความรู้จัก SEO และ SEM
SEO หรือชื่อเต็ม Search Engine Optimization คือ วิธีการทำให้เว็บไซต์ให้ขึ้นอยู่อันดับต้น ๆ ของ Search Engine โดยเฉพาะ Search Engine ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เช่น Google, Yahoo และ Bing โดยจุดเด่นการทำ SEO คือ ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เน้นการออกแบบเว็บไซต์ให้สมบูรณ์แบบตามเกณฑ์การให้คะแนนของ Search Engine ทั้งการทำ On-page หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้สมบูรณ์ เช่น การกระจายคีย์เวิร์ด ซึ่งคีย์เวิร์ดต้องตรงกลุ่มเป้าหมาย การจัดทำคอนเทนต์คุณภาพ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของข้อมูล เป็นต้น

นอกจากการทำ On-page แล้วยังมีเรื่องการทำ Off-page อย่างการทำ Backlink กลับมายังเว็บไซต์ โดยหากมีคนคลิกเข้ามาจำนวนมาก Search Engine จะมองว่าเว็บไซต์คุณน่าเชื่อถือ เรียกคะแนนเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี โดยการทำ On-page และ Off-page จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งท่านเจ้าของเว็บไซต์จำเป็นต้องอดใจรอ และหากวันใดที่เว็บไซต์ขึ้นอันดับต้น ๆ ได้ รับรองว่าอัตราการคลิกย่อมสูง เว็บไซต์ดูน่าเชื่อถือ และเป็นที่รู้จักมากขึ้นแน่นอน

สำหรับการทำ SEM หรือชื่อเต็ม คือ Search Engine Marketing คือการผลักให้เว็บไซต์ขึ้นอันดับแรกของ Search Engine เช่นกัน แต่วิธีนี้จะใช้การจ่ายเงินค่าโฆษณา โดยจะเสียค่าใช้จ่ายตามจำนวนคลิก แม้จะมีค่าใช้จ่ายแต่ก็มีข้อดีคือ เห็นผลรวดเร็ว ไม่ต้องรอนานแบบ SEO ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แบบทันใจ และแม้เจาะกลุ่มเป้าหมายได้ทันที แต่ก็มีข้อเสียคือหากหยุดจ่ายเงิน การทำงานของ SEM จะหยุดชะงักทันทีเช่นกัน

ระหว่าง SEO กับ SEM ควรเลือกใช้วิธีไหนดี
จะเห็นว่า SEO และ SEM มีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ไม่สามารถเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งได้ เนื่องจากการทำการตลาดออนไลน์จำเป็นต้องพลิกแพลงและใช้เครื่องมือร่วมกันทุกรูปแบบ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทำให้เจ้าของธุรกิจควรใช้ SEO และ SEM ร่วมกัน โดยอาจเลือกใช้ SEM ทดลองทำโฆษณา เพื่อสังเกตพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายเป็นระยะ ๆ ในขณะเดียวกันหากหวังผลระยะยาว แนะนำให้ความสำคัญ SEO มากกว่า เพราะการทำ SEO เน้นการสร้างผลลัพธ์ระยะยาวนั่นเอง

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ใครที่กำลังวางแผนทำการตลาดออนไลน์เพื่อต่อยอดให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักมากขึ้น ห้ามพลาดเลือกใช้ SEO และ SEM เป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ และนอกจากสองวิธีนี้แล้ว อย่าลืมใช้เครื่องมือการตลาดออนไลน์ประเภทอื่นควบคู่กันไป เพื่อการตลาดรอบด้านและทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในที่สุด

ทำไมเว็บไซต์ SEO ต้องศึกษาการทำ Google Ads ด้วย

ทำไมเว็บไซต์ SEO ต้องศึกษาการทำ Google Ads ด้วย

การทำเว็บไซต์ SEO ตามระบบ search engine optimization ที่ Google กำหนด อันเป็นหลักเกณฑ์ในการเปรียบเทียบคุณภาพของแต่ละเว็บไซต์ เพื่อให้มีการจัดเรียงก่อนหลังในการปรากฏเมื่อมีการสืบค้นด้วย keyword ตามคะแนนที่ได้จากการประมวลด้วยระบบ algorithm เป็นสิ่งที่ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ธุรกิจออนไลน์เป็นที่รู้จักได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักสินค้าหรือบริการที่ต้องการประชาสัมพันธ์

แต่ก็มีข้อจำกัดที่ SEO เป็นเทคนิคที่ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูลในเว็บไซต์ มีความสม่ำเสมอ และต้องมีความรู้จริงในการทำ เพื่อให้มีอำนาจในการแข่งขันกับเว็บไซต์อื่นที่มีการทำ SEO มาต่อเนื่อง

การทำ Google Ads หรือการซื้อพื้นที่โฆษณาใน Google จึงเป็นเทคนิคที่ช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ที่ต้องการเพิ่มยอดขายบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างรวดเร็ว และสามารถสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ในแค่ชั่วข้ามคืน

ทำความรู้จักกับ SEM

Google Ads เป็นเทคนิคการตลาดที่มีอีกชื่อว่า SEM หรือ search engine marketing ที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน ที่ต่างต้องแย่งชิงจังหวะการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในช่วงภาวะเศรษฐกิจผันผวนทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญที่คนนิยมจับจ่ายซื้อของ เช่น ช่วงปลายเดือน วันปีใหม่ คริสต์มาส วันตรุษจีน วันสงกรานต์ วันวาเลนไทน์ ฯลฯ หากจะใช้วิธีการตลาดแบบ SEO เพียงอย่างเดียว ก็อาจจะต้องพลาดโอกาสในการจำหน่ายสินค้าไปให้แก่คู่แข่ง ซึ่งก็เท่ากับอาจพลาดลูกค้าประจำในอนาคตไปด้วย

เจ้าของธุรกิจออนไลน์สามารถเรียนรู้การทำ Google Ads ด้วยตัวเองหรือจ้างบริษัทที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงในการทำก็ได้ โดยเลือกคำสำคัญหรือ keyword ที่จะใช้เพื่อการโฆษณาแข่งขันไว้ และต้องมีงบประมาณค่าใช้จ่ายเตรียมไว้ใน 2 ส่วน คือ

การประมูลพื้นที่โฆษณา หากเป็น keyword ที่มีการมีความนิยมสูงในการสืบค้น มีบริษัทเว็บไซต์ออนไลน์อื่น ๆ ที่มีเงินทุนสูงมาร่วมประมูลแข่งขัน ก็อาจจะทำให้มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สูงขึ้นมาก

ค่าใช้จ่ายเมื่อมีการคลิก เมื่อได้พื้นที่เพื่อโฆษณาแล้ว จะต้องเตรียมรายจ่ายตามจำนวนครั้งของการคลิกเข้ามาชม หรือที่เรียกว่าเป็นการคิดในอัตรา pay per click ที่เจ้าของธุรกิจสามารถกำหนดงบประมาณโดยรวม ได้ในแต่ละวันหรือรายเดือน โดยเมื่อมีการคลิกจนเต็มวงเงินที่ตั้งไว้ ก็จะทำให้หยุดการโฆษณาไปในทันที

การทำ Google Ads เป็นวิธีที่สามารถลงโฆษณาได้มากกว่าข้อความ เช่น ผลิตภาพนิ่งตัดต่อที่ดึงดูดใจ ทำภาพเคลื่อนไหวที่กระตุ้นความสนใจของผู้คน ฯลฯ ในส่วนนี้ต้องใช้ผู้ผลิตที่มีฝีมือเพื่อทำผลงานที่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายและจูงใจให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายซื้อสินค้าให้มากที่สุด

จะเห็นได้ว่า การทำ Google Ads สามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจออนไลน์ได้ทุกประเภท เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้นักธุรกิจออนไลน์สนใจการทำ Google Ads ควบคู่กับการทำ SEO มากขึ้นต่อไป

ทำความรู้จักกับ SEM

SEO และ SEM ทำให้เว็บไซต์ขายของได้มากขึ้นจริงหรือ

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ ในปัจจุบัน นับว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศรวมถึงความไม่เสถียรของการเมืองภายในประเทศ ส่งผลให้คนส่วนใหญ่อยู่ในภาวะรัดเข็มขัดมากขึ้น

การจะทำให้เว็บไซต์ออนไลน์ยังขายของได้ดีในยุคปัจจุบัน จึงต้องใช้เทคนิคทางการตลาดที่เรียกว่า SEO และ SEM เข้ามาช่วย ซึ่งกูรูทางการตลาดการันตีว่าเห็นผลจริง

โดย SEO หมายถึง Search Engine Optimization เป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยการปรับปรุงคุณภาพของเว็บไซต์ให้ตรงตามหลักเกณฑ์ที่ Search Engine อย่าง Yahoo และ Google กำหนด ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

1. On-page SEO ได้แก่

ผลิตผลงานเขียนที่ใส่ keyword SEO อย่างเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับการสืบค้นของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย โดยต้องไม่คัดลอกซ้ำจากแหล่งเว็บไซต์อื่น

พัฒนาเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายและสวยงาม ทั้งในโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ

มีการใช้สีและฟอนต์ตัวอักษรที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อสร้างความจดจำและน่าดึงดูดให้เข้ามาชม

2. Off-page SEO ได้แก่

หมายถึง การแนะนำเว็บไซต์ของคุณผ่านห้องสนทนา เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงลิงก์ได้ เช่น การไปสมัครเป็นสมาชิกในห้องสนทนาแนวครอบครัว หรือ ผู้รักสุขภาพ ที่คุยกันเรื่องเทคนิคการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ปลอดโรค (กรณีที่คุณขายเครื่องฟอกอากาศ)

เมื่อมีผู้ที่สนใจอยากได้เครื่องฟอกอากาศ เพื่อลดปัญหาโรคภูมิแพ้ หอบหืด ฯลฯ คุณก็สามารถที่จะให้ลิงก์เว็บไซต์ของคุณไว้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจคลิกเข้าไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสั่งสินค้าจากเว็บไซต์คุณ เรียกว่า เป็นการเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ และเป็นการขยายตลาดให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักในกว้างยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำ SEO ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูลให้ระบบอัลกอริทึมประมวลและวิเคราะห์จัดอันดับ SEO การเพิ่มยอดขายและรายได้จึงเห็นผลชัดหลังการทำ SEO สม่ำเสมอ 2-3 เดือน ขึ้นไป

ส่วนเทคนิคการทำ SEM หรือ Search Engine Marketing ในการเพิ่มโอกาสในการขายแบบรวดเร็ว แต่ก็ต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการทำ SEO เนื่องจากว่าต้องมีการประมูลพื้นที่ในการโฆษณา เมื่อมีการคลิกเข้ามาชมเว็บไซต์จากลิงก์บน Search Engine ก็ต้องชำระค่าใช้จ่ายให้ Yahoo, Google และ Bing แบบ Pay Per Click หรือ PPC ด้วย

วิธี SEM จึงเหมาะกับช่วงเวลาที่ต้องการกระตุ้นให้มีการสั่งสินค้าโปรโมชั่น การเปิดตัวสินค้าใหม่ การแนะนำคอลเลคชั่นใหม่ รวมถึงการกระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาลเช่น วันปีใหม่ วันวาเลนไทน์ เป็นต้น

SEM จึงช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมียอดขายที่ดีขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งควรผสมผสานกับการทำ SEO จึงจะทำให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเว็บไซต์ธุรกิจของคุณได้อย่างเหมาะสม เติบโตดีทางด้านยอดขาย มีกลุ่มลูกค้าเก่าและใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เทคนิคทางการตลาดที่เรียกว่า SEO และ SEM