ดัน local SEO ให้ติดหน้าแรกด้วย 5 วิธีง่าย ๆ

ดัน local SEO ให้ติดหน้าแรกด้วย 5 วิธีง่าย ๆ

1 ใน การทำ SEO ที่จะช่วยให้คนคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ของคุณให้เยอะขึ้น นั่นก็คือการทำ local SEO โดยเป็นการ pin หมุดตำแหน่งที่ตั้งธุรกิจของคุณให้ขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของ search engine ด้วยวิธีการไม่กี่ขั้นตอนแต่ได้ผล และทำได้ในระยะเวลาสั้น ๆ อยากรู้ว่าต้องทำอย่างไร มาดูกันได้เลย

ขั้นตอนการดัน local SEO ให้อยู่หน้าแรก

สร้าง location ด้วย Google my business – สำหรับการทำ local SEO นั้นเราจะเป็นการเน้นผลลัพธ์การค้นหาด้วยการใช้ตำแหน่งที่ตั้งธุรกิจเป็นตัวช่วยในการขึ้นอันดับ โดยเครื่องมือของ Google ที่มีให้คุณใช้นั่นก็คือ Google my business ซึ่งเป็นเครื่องมือในการ pin ตำแหน่งที่ตั้งธุรกิจของคุณ รวมถึงเป็นเครื่องมือที่ใช้จัดการรีวิว คำอธิบายธุรกิจ ข้อมูลในการติดต่อและเวลาทำการได้ในหน้าเดียว แบบไม่ต้องใช้เวลานาน

เลือกหมวดธุรกิจให้ถูกต้อง – การเลือกหมวดธุรกิจดูเหมือนไม่ได้มีความสำคัญอะไรมาก แต่ในทางตรงกันข้ามนั้นจะทำให้คนที่ใช้คีย์เวิร์ดค้นหาที่เกี่ยวข้องกับหมวดหมู่ธุรกิจของคุณมีโอกาสค้นหาคุณเจอได้ง่ายขึ้น เพราะ Google จะแยกประเภทของธุรกิจตามหมวดหมู่ หากธุรกิจของคุณถูกจัดไว้ผิดหมวดหมู่ก็จะทำให้คนสับสนและไม่อยากคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ได้เหมือนกัน เพราะจะดูเหมือนเป็น spam นั่นเอง

ใส่ description ของธุรกิจให้ครบพร้อมแทรกคีย์เวิร์ดตามความเหมาะสม – คำอธิบายธุรกิจนั้นถือว่ามีบทบาทกับการทำ local SEO อยู่ไม่น้อย เพราะจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้คนค้นหาคุณเจอได้ง่ายและคุณยังสามารถใส่คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องลงไปในคำอธิบายเหล่านั้นได้ ยิ่งเป็นคำอธิบายที่ตรงกับคีย์เวิร์ดที่คนใช้ค้นหาเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสติดอันดับได้

ใส่รีวิวธุรกิจให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ – รีวิวนี้จะเป็นรีวิวอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ ยิ่งรีวิวจากคนที่มีบัญชี Gmail เยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งจะทำให้ติดอันดับ local SEO ได้มากขึ้น สำหับจำนวนรีวิวที่ควรมีอย่างน้อยคือ 10 รีวิวขึ้นไป โดยให้มีภาพประกอบพร้อมคำอธิบายสั้น ๆ ไม่ต้องยาวมาก และสามารถเพิ่มเรทติ้งเข้าไปได้อีกด้วย

ติดตั้ง Google map บนเว็บไซต์ของคุณเอง – การเชื่อม Google map เข้าไปในเว็บไซต์นั้น สามารถช่วยให้คนเชื่อมต่อกับเว็บไซต์ของคุณผ่าน Google Chrome ได้ง่ายขึ้น เมื่อไหร่ที่มีคนค้นหาตำแหน่งของคุณเจอ ก็มีโอกาสที่จะคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่หน้าแรกของ Google ก็ได้

การทำ local SEO ไม่ได้ทำให้คนค้นหาหน้าเว็บไซต์ของคุณเจอ แต่เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการไต่ขึ้นอันดับและเป็นการทำให้คนค้นหาคุณเจอทั้งในหน้าค้นหาแบบธรรมดา แล้วยังสามารถค้นหาเจอได้บน Google map อีกด้วย

ขั้นตอนการดันธุรกิจให้อยู่หน้าแรกของ search engine

ใครที่ต้องทำ SEO บ้าง และจำเป็นอย่างไร

ใครที่ต้องทำ SEO บ้าง และจำเป็นอย่างไร

ยุคสมัยที่เทคโนโลยีกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เพียงมือถือเครื่องเดียวต่อกับอินเทอร์เน็ตก็สามารถหาข้อมูลได้ทั่วโลกแล้ว จึงไม่แปลกใจเลยที่วงการธุรกิจหรือใครก็ตามที่ต้องการจะนำเสนอ Content ที่น่าสนใจให้แพร่หลาย หันมาทำ SEO กันมากขึ้น จากแต่ก่อนที่ต้องจ่ายค่าโฆษณาแพง ๆ ลงโทรทัศน์เพื่อให้สินค้าชิ้นหนึ่งเกิดเป็นกระแสนิยม แต่ในสมัยนี้การทำ SEO จะช่วยประหยัดงบประมาณไปได้มากและตรงกับกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย แต่ถึงตรงนี้ก็ยังเชื่อว่ามีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้จักคำว่า SEO คืออะไร เราลองมาศึกษาไปพร้อม ๆ กัน

SEO คืออะไร

SEO (Search Engine Optimization) คือการเพิ่มประสิทธิภาพในเครื่องมือการค้นหา โดยใช้ Keyword เป็นตัวช่วยให้กลุ่มเป้าหมายให้หาเว็บไซต์ของเราเจอได้ง่าย เราสามารถนำเสนอบทความหรือ Content ลงไปใน Search Engine อันดับ 1 อย่าง Google ยิ่งบทความที่เรานำเสนอตรงกับ Keyword ที่ใช้ในการค้นหามากเท่าไหร่ เว็บไซต์ของเราก็ยิ่งถูกดันขึ้นมาให้เกิดการค้นเจอได้ง่ายยิ่งขึ้น ผู้คนก็จะเห็นในสิ่งที่เราต้องการนำเสนอมากขึ้นด้วย

ข้อดีของการทำ SEO กับการทำธุรกิจ

หากทำ SEO ได้อย่างถูกวิธี และเนื้อหามีประโยชน์ต่อผู้อ่าน บทความที่เราต้องการนำเสนอจะถูกดันขึ้นมาให้อยู่ในหน้าแรก ๆ ของ Search Engine เป็นการโปรโมทเว็บไซต์ของเราให้มีคนรู้จักมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ก็จะถูกค้นหาเจอได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย

การทำ SEO จำเป็นต้องมี Keyword เป็นหลักในการทำ โดยลูกค้าที่สนใจในสินค้าหรือบริการของเราก็จะ Search โดยการพิมพ์คำ Keyword ลงไปในช่องค้นหา ทำให้เราสามารถสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายโดยตรง อย่าลืมว่าเราไม่ได้วิ่งหาลูกค้า แต่ลูกค้าวิ่งมาหาเราเอง เหมือนเป็นการสกรีนลูกค้าในระดับหนึ่งแล้ว อีกทั้งสามารถเก็บพฤติกรรมของลูกค้าเพื่อพัฒนาการทำ SEO ต่อไปในอนาคตได้ด้วย

SEO คืออะไร

การทำ SEO จะช่วยขยายฐานลูกค้าได้ดี ยิ่งเป็น Content ที่กำลังเป็น Viral จะยิ่งสร้างฐานผู้ติดตามได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การทำ SEO ยังช่วยรักษาฐานลูกค้าเก่าให้คงอยู่อีกด้วย เพราะ Content ที่เราทำจะต้องมีคุณภาพและน่าสนใจ เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มลูกค้า ทำให้ทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่จะคอยติดตามเว็บไซต์ของเราอย่างแน่นอน

ถ้าถามว่าการทำ SEO เหมาะกับใคร ก็ขอตอบแบบกว้าง ๆ ไว้ก่อนว่า ผู้ที่ทำธุรกิจหรือต้องการจะนำเสนอสินค้าหรือบริการ ไม่ว่าจะเอกชนหรือมหาชนก็สามารถทำได้ทั้งนั้น ที่ต้องตอบแบบกว้าง ๆ ก็เพราะว่าการทำ SEO ทำได้ขนาดนั้นจริง ๆ ด้วยการใช้งบประมาณต่ำสุด แต่กลับได้ประสิทธิภาพสูงสุด ถือเป็นการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่คุ้มค่ามากที่สุดรูปแบบหนึ่งในยุคสมัยนี้แล้ว

เทคนิคขยายฐานลูกค้าด้วย SEO

พื้นฐานการทำเว็บให้ติดอันดับ

เว็บไซต์เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับขายสินค้าและบริการ เนื่องจากเว็บไซต์เป็นหน้าร้านที่คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้ ทำให้บริษัท ห้างร้าน หรือนักขายของออนไลน์ จึงควรศึกษาเทคนิคที่จะทำให้เว็บไซต์ขายสินค้าและบริการของตนเองเป็นที่รู้จัก ซึ่ง SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสในการขยายฐานลูกค้าบนเว็บไซต์ที่ดีที่สุด เพราะการทำ SEO ที่ดีจะทำให้เว็บไซต์แสดงขึ้นมาในหน้าแรกของ Search Engine เมื่อมีผู้คนหา โดย SEO พื้นฐานในการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine เพื่อขยายฐานลูกค้าสามารถทำได้ ดังนี้

พื้นฐานการทำเว็บให้ติดอันดับ

เลือก Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการมาสัก 2 – 3 Keyword โดยนำไปเช็คใน Keyword Research เพื่อให้ได้คีย์เวิร์ดที่ดีที่สุด มีการแข่งขันต่ำแต่มีจำนวนคนค้นหาสูง

ระบุกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ โดยเขียนออกมาเป็นรายละเอียดให้ชัดเจนเพื่อให้ง่ายต่อการทำ Content เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันย่อมมีความสนใจที่แตกต่างกันด้วย เช่น หากเป็นกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น การเขียนคอนเทนต์ควรมีความสนุกสนาน น่าสนใจ อ่านง่ายและเป็นเรื่องที่ไม่ซับซ้อน แต่สำหรับกลุ่มเป้าหมายวัยทำงานจะชอบอ่านบทความที่มีเนื้อหายาก ๆ และเกี่ยวข้องกับสภาพสังคม เศรษฐกิจ เป็นต้น

เขียน บทความ SEO โดยใช้ Keyword ที่เลือกมาโดยเขียนให้เข้ากับความชอบของกลุ่มเป้าหมายโดยแทรกสาระความรู้เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการด้วย ซึ่งความยาวของ Content ควรมีปริมาณ 300 – 500 ตัวอักษรขึ้นไป และแทรก Keyword เอาไว้คำละ 2 – 3 ครั้ง โดยอัปโหลดเป็นประจำวันละ 1 – 2 บทความ จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าแรกของ Search engine ได้ง่ายขึ้น

การทำวิดีโอคอนเทนต์หรือ Voice Content เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายที่ไม่มีเวลาอ่านเปิดดูได้ง่ายขึ้น ซึ่งการทำวิดีโอคอนเทนต์ควรนำเทคนิคเร้าอารมณ์ความรู้สึกเพื่อให้เกิดการแชร์ เมื่อมีผู้แชร์มากขึ้นก็ทำให้เป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจที่มากขึ้นด้วยเทคนิคขยายฐานลูกค้าด้วย SEO

ซื้อแอดโฆษณาโปรโมทบทความที่น่าสนใจเพื่อขยายฐานลูกค้าที่อาจไม่ได้ค้นหา Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการให้รู้จักกับเว็บไซต์ โดยเทคนิคสำคัญคือต้องเป็นบทความที่ดึงดูดให้อ่านมากที่สุด

ใช้เทคนิคในด้านที่เกี่ยวกับการตลาด เช่น การแจกสินค้าหรือข้อมูลที่น่าสนใจ โดยแลกกับช่องทางการติดต่อ วิธีนี้จะทำให้เราสามารถโปรโมทสินค้าหรือบริการอื่นที่เกี่ยวข้องให้กับลูกค้าที่ยอมให้ช่องทางการติดต่อได้ในอนาคต

อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนทั่วโลกสามารถแบ่งปันข้อมูลข่าวสารระหว่างกันได้ ทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตในการขายสินค้าและบริการได้รับความนิยมมาก เพราะไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ เพียงแต่มีอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ เมื่อผนวกกับการทำ SEO ให้ได้ผล ก็จะสามารถขายสินค้าหรือบริการให้กับคนทั่วโลกได้

การทำ SEO บน Instagram สำหรับร้านขายของ

การทำ SEO บน Instagram สำหรับร้านขายของ

อินสตราแกรมเป็นแอปพลิเคชันที่มีไว้เพื่อให้แชร์รูปภาพหรือวิดีโอสวย ๆ ทำให้ร้านค้าออนไลน์หลายร้านใช้ช่องทางนี้ในการทำภาพสินค้าสวย ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย หลายร้านก็ประสบความสำเร็จแต่หลายร้านกลับแทบไม่มีลูกค้าที่เข้ามา Follow แม้ว่าจะเป็นสินค้าประเภทเดียวกันก็ตาม ส่วนหนึ่งของจำนวน Follower ที่แตกต่างกันเกิดจากเทคนิคการถ่ายภาพและการนำเสนอสินค้า แต่อีกส่วนคือการทำ SEO บน Instagram

วิธีการทำ SEO บน Instagram สามารถทำได้ ดังนี้

การสร้างโปรไฟล์ของร้านค้า ควรมีความน่าสนใจและต้องมีการตั้งค่าให้ทุกคนสามารถเข้าชมได้ หลายร้านที่เคยเจอในอินสตราแกรมมักตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเอาไว้ ทำให้แม้ร้านจะถูกหาเจอได้ง่าย แต่กลับมีจำนวน Follower น้อย เพราะลูกค้าบางคนไม่อยากเสียเวลาไปกดติดตามหากไม่ได้เห็นสินค้าที่ขายในร้านก่อน

การตั้งชื่อร้านค้าหรือ User ควรใช้ชื่อที่นำ Keyword มาใช้งาน โดยวิธีการหา Keyword ที่ดีต่อร้านควรใช้ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย ซึ่งสามารถเช็คจำนวนผู้ค้นหาและดูอัตราการแข่งขันของ Keyword ที่ต้องการใช้ได้จาก Keyword Research ต่าง ๆ ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบฟรีและเสียค่าใช้จ่าย

คำอธิบายใต้ชื่อ User ของร้านควรใส่คำอธิบายสั้น ๆ โดยมี Keyword ที่ช่วยดึงดูดกลุ่มเป้าหมายแทรกเอาไว้และควรเขียนช่องทางการติดต่อเพิ่มเติม เผื่อในกรณีที่ลูกค้าสนใจสินค้า จะได้สอบถามไปยังช่องทางต่าง ๆ ที่ให้เอาไว้ได้ ซึ่งร้านไหนที่มีเว็บไซต์ก็ควรใส่ลิงก์เว็บไซต์เอาไว้ด้วย เพราะจะทำให้ดูมีความน่าเชื่อถือมากกว่า

การใส่ Hashtag หรือ สัญลักษณ์ # เป็นสัญลักษณ์ที่ถูกนำมาใช้ใน IG แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าการใส่ Hashtag ไม่ได้ทำให้ลูกค้าค้นหาสินค้าอื่น ๆ ภายในร้านเจอ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ใช้คำที่มีความหมายกว้าง ๆ ไม่ได้เจาะจงลงไปเกี่ยวกับร้านของตัวเอง ทำให้เมื่อลูกค้าคลิกไปยังแฮชแท็กนั้น ๆ ก็จะกลายเป็นช่องทางเข้าสู่ร้านอื่น ๆ แทน

การเขียนคำบรรยายสินค้าเป็นช่องทางที่จะทำให้ลูกค้าเข้าใจถึงลักษณะของสินค้า วิธีการใช้งานและคุณค่าของสินค้าชิ้นนั้น ๆ โดยการเขียนคำอธิบายสินค้าที่ดีควรแทรก Keyword ที่ช่วยดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเอาไว้ แน่นอนว่าการเขียนคำอธิบายสินค้าที่จะช่วยให้มี Follower กลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นได้นั้น ต้องทำอย่างสม่ำเสมอคล้ายกับการเขียน บทความ SEO ลงเว็บไซต์นั่นเอง

คำอธิบายภาพหรือ Alt image มีความสำคัญบน Instagram ไม่ต่างจากการใส่ Alt image บนเว็บไซต์ ซึ่งเราสามารถใส่ Alt image ได้ช่วงที่เรากำลังจะโพสต์รูปภาพใหม่ลงไป โดยกดที่คำว่า “การตั้งค่าขั้นสูง” ในบรรทัดด่านล่างสุด ซึ่งคำที่ควรใส่ลงไปควรเป็น Keyword ที่ช่วยดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย

การขายของบนอินสตราแกรมไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องรู้จักเทคนิคที่จะช่วยดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่ง 6 วิธีการข้างต้น จะช่วยให้ร้านค้าใน IG มีจำนวน Follower ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้น

วิธีการทำ SEO บน Instagram สามารถทำได้

บทความ SEO ที่มีคุณภาพเป็นอย่างไร

การทำบทความ SEO ที่มีคุณภาพจึงต้องศึกษาองค์ประกอบต่าง ๆ

บทความ SEO ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำธุรกิจออนไลน์ยุคใหม่ เนื่องจากเป็นจุดที่เชื่อมต่อระหว่างคนอ่านและเจ้าของธุรกิจ หากบทความมีความน่าสนใจจะนำไปสู่การขายสินค้าและบริการต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ห้องพัก รีสอร์ท ตั๋วเครื่องบิน ฯลฯ ได้ทั้งหมด

การทำบทความ SEO ที่มีคุณภาพจึงต้องศึกษาองค์ประกอบต่าง ๆ ต่อไปนี้

ต้องไม่มีการคัดลอกงานซ้ำ

การทำงานเขียนด้าน SEO ตามระบบของ search engine optimization ใน Google ต้องไม่มีการคัดลอกทั้งหมด บางส่วนหรือสลับบรรทัด จากเว็บไซต์อื่นทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ระบบ algorithm ของ Google นั้นตรวจสอบพบได้ ว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และส่งผลต่ออันดับ SEO ของเว็บไซต์ที่แย่ลงด้วย

ทั้งนี้ มีเทคนิคที่เรียกว่า การตรวจสอบ plagiarism ที่สามารถตรวจสอบได้ว่า มีการทำซ้ำบทความ โดยจะมีค่าเปอร์เซ็นต์ของ unique ไม่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์

หัวเรื่องและเนื้อหาต้องใส่ keyword ที่เหมาะสม

สำหรับนักเขียนบทความ SEO มือใหม่ ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานของ Google search Console ซึ่งนักผลิตบทความ SEO ทั่วโลกยอมรับว่า เป็นตัวช่วยที่ดีในการเลือก keyword ที่เหมาะสม สำหรับหัวเรื่องและเนื้อหาในบทความ SEO ในปัจจุบันมีเทรนด์ของการใช้ keyword ที่มีความยาวและจำเพาะเจาะจงมากขึ้น เพื่อให้บทความสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เฉพาะกว่าเดิม

เช่น ใช้คำว่า คีย์บอร์ดสำหรับนักเล่นเกมส์ E-sport แทนคำว่าคีย์บอร์ด หรือ ใช้คำว่า Huawei โทรศัพท์มือถือใช้ง่ายสำหรับผู้สูงอายุ แทนที่จะใช้คำว่า โทรศัพท์มือถือ ซึ่งเมื่อได้ keyword ที่เหมาะสมแล้วนำไปผลิตบทความ ก็จะน่าสนใจและมีประสิทธิภาพในการสื่อสารถึงกลุ่มผู้อ่านเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น นำไปสู่การขายสินค้าและบริการได้ จึงเท่ากับเป็นการโฆษณาแบบไม่ต้องเสียเงินผ่านบทความ SEO นั้น ๆ

การใช้ภาพประกอบบทความ SEO

ภาพประกอบในบทความ SEO เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะถ้าบทความมีความยาวมากกว่า 200 หรือ 300 คำ ควรจะมีการใส่ภาพที่เข้ากับเนื้อหาตอนนั้น ๆ แทรกอยู่เป็นระยะ เพื่อกระตุ้นความสนใจคนอ่าน และทำให้ผู้อ่านไม่รู้สึกเบื่อ

เทคนิคสำคัญของการใช้ภาพประกอบที่เหมาะสม อาจเลือกเป็นภาพที่ถ่ายด้วยตัวของผู้เขียนบทความเอง หรือจะเป็นภาพที่ดาวน์โหลดฟรีจากเว็บไซต์ที่อนุญาตให้ใช้ได้โดยไม่มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ ก็ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า หากเป็นภาพที่ผลิตด้วยตัวเอง มีความสดใหม่ ไม่เคยใช้ที่ใด จะทำให้ส่งเสริม อันดับ SEO ของเว็บไซต์ที่นำบทความไปใช้ให้สูงขึ้นได้มากกว่าภาพที่มีการกันใช้บ่อย ๆ

จะเห็นได้ว่า การทำบทความ SEO ที่มีคุณภาพนั้น ไม่ได้มีรูปแบบที่ตายตัว แต่มีหลักการที่นักเขียนต้องเรียนรู้เพื่อการทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้บรรลุวัตถุประสงค์คือ การสื่อสารถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และทำให้มีการสั่งซื้อสินค้าในระบบออนไลน์ตามมานั่นเอง

บทความ SEO ที่มีคุณภาพเป็นอย่างไร

ทำไมเว็บไซต์ SEO ต้องศึกษาการทำ Google Ads ด้วย

ทำไมเว็บไซต์ SEO ต้องศึกษาการทำ Google Ads ด้วย

การทำเว็บไซต์ SEO ตามระบบ search engine optimization ที่ Google กำหนด อันเป็นหลักเกณฑ์ในการเปรียบเทียบคุณภาพของแต่ละเว็บไซต์ เพื่อให้มีการจัดเรียงก่อนหลังในการปรากฏเมื่อมีการสืบค้นด้วย keyword ตามคะแนนที่ได้จากการประมวลด้วยระบบ algorithm เป็นสิ่งที่ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ธุรกิจออนไลน์เป็นที่รู้จักได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักสินค้าหรือบริการที่ต้องการประชาสัมพันธ์

แต่ก็มีข้อจำกัดที่ SEO เป็นเทคนิคที่ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูลในเว็บไซต์ มีความสม่ำเสมอ และต้องมีความรู้จริงในการทำ เพื่อให้มีอำนาจในการแข่งขันกับเว็บไซต์อื่นที่มีการทำ SEO มาต่อเนื่อง

การทำ Google Ads หรือการซื้อพื้นที่โฆษณาใน Google จึงเป็นเทคนิคที่ช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ที่ต้องการเพิ่มยอดขายบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างรวดเร็ว และสามารถสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ในแค่ชั่วข้ามคืน

ทำความรู้จักกับ SEM

Google Ads เป็นเทคนิคการตลาดที่มีอีกชื่อว่า SEM หรือ search engine marketing ที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน ที่ต่างต้องแย่งชิงจังหวะการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในช่วงภาวะเศรษฐกิจผันผวนทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญที่คนนิยมจับจ่ายซื้อของ เช่น ช่วงปลายเดือน วันปีใหม่ คริสต์มาส วันตรุษจีน วันสงกรานต์ วันวาเลนไทน์ ฯลฯ หากจะใช้วิธีการตลาดแบบ SEO เพียงอย่างเดียว ก็อาจจะต้องพลาดโอกาสในการจำหน่ายสินค้าไปให้แก่คู่แข่ง ซึ่งก็เท่ากับอาจพลาดลูกค้าประจำในอนาคตไปด้วย

เจ้าของธุรกิจออนไลน์สามารถเรียนรู้การทำ Google Ads ด้วยตัวเองหรือจ้างบริษัทที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงในการทำก็ได้ โดยเลือกคำสำคัญหรือ keyword ที่จะใช้เพื่อการโฆษณาแข่งขันไว้ และต้องมีงบประมาณค่าใช้จ่ายเตรียมไว้ใน 2 ส่วน คือ

การประมูลพื้นที่โฆษณา หากเป็น keyword ที่มีการมีความนิยมสูงในการสืบค้น มีบริษัทเว็บไซต์ออนไลน์อื่น ๆ ที่มีเงินทุนสูงมาร่วมประมูลแข่งขัน ก็อาจจะทำให้มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สูงขึ้นมาก

ค่าใช้จ่ายเมื่อมีการคลิก เมื่อได้พื้นที่เพื่อโฆษณาแล้ว จะต้องเตรียมรายจ่ายตามจำนวนครั้งของการคลิกเข้ามาชม หรือที่เรียกว่าเป็นการคิดในอัตรา pay per click ที่เจ้าของธุรกิจสามารถกำหนดงบประมาณโดยรวม ได้ในแต่ละวันหรือรายเดือน โดยเมื่อมีการคลิกจนเต็มวงเงินที่ตั้งไว้ ก็จะทำให้หยุดการโฆษณาไปในทันที

การทำ Google Ads เป็นวิธีที่สามารถลงโฆษณาได้มากกว่าข้อความ เช่น ผลิตภาพนิ่งตัดต่อที่ดึงดูดใจ ทำภาพเคลื่อนไหวที่กระตุ้นความสนใจของผู้คน ฯลฯ ในส่วนนี้ต้องใช้ผู้ผลิตที่มีฝีมือเพื่อทำผลงานที่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายและจูงใจให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายซื้อสินค้าให้มากที่สุด

จะเห็นได้ว่า การทำ Google Ads สามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจออนไลน์ได้ทุกประเภท เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้นักธุรกิจออนไลน์สนใจการทำ Google Ads ควบคู่กับการทำ SEO มากขึ้นต่อไป

ทำความรู้จักกับ SEM

คำศัพท์ที่คนทำเว็บไซต์ SEO ปี 2020 ควรรู้จัก

คำศัพท์ที่คนทำเว็บไซต์ SEO ปี 2019 ควรรู้จัก

การทำเว็บไซต์ SEO ตามเกณฑ์ที่ Google กำหนด เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ระบบ algorithm ของ Google มาเก็บข้อมูลด้านต่าง ๆ ไปประมวลผล เปรียบเทียบระหว่างเว็บไซต์ แล้วจัดอันดับเว็บไซต์ที่ดีให้อยู่ด้านบน ๆ ให้เข้าถึงผู้ใช้งาน Google ได้มากขึ้น

ซึ่งในปี 2020 มีคนรุ่นใหม่สนใจทำเว็บไซต์ SEO จำนวนมากขึ้น แต่อาจยังไม่เข้าใจคำศัพท์ต่าง ๆ ที่จำเป็น เราจึงยกตัวอย่างคำที่น่าสนใจไว้ที่นี่ เพื่อให้ผู้ทำเว็บไซต์ไปศึกษาต่อ

1. SEO

SEO ย่อมาจาก search engine optimization เป็นเทคนิคเพิ่มอันดับในการสืบค้นให้อยู่ด้านบน ๆ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้ Google แม้แต่บาทเดียว เพียงอาศัยความสม่ำเสมอต่อเนื่องในการทำ เช่น การพัฒนาให้ใช้งานง่ายในมือถือ การเลือก keyword ที่ดีในแต่ละบทความ การทำลิงก์เชื่อมโยงระหว่างเว็บไซต์ต่าง ๆ เป็นต้น การทำต่อเนื่อง 3-6 เดือนขึ้นไป จะทำให้ อันดับ SEO ดีขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นจากผู้อ่าน ขยายฐานลูกค้าและส่งเสริมยอดขายได้ด้วย

2. Keywords

Keywords หรือคำสำคัญใช้ในคิดหัวข้อที่ดึงดูด ตั้งชื่อ URL เขียนบทย่อ และเขียนบทความในเว็บไซต์ที่สามารถสื่อสารถึงผู้อ่านได้ดี ควรศึกษาการเลือกใช้ keyword จาก Google keyword planner ที่จะมีการเก็บสถิติ keyword ที่เว็บไซต์ชั้นนำได้รับการคลิกบ่อย ๆ และยังมีตัวเลขเป็นเปอร์เซ็นต์เปรียบเทียบประสิทธิภาพของแต่ละคำด้วย

3. SERPs

SERPs ย่อมาจาก search engine result pages หมายถึง หน้าจอการแสดงผลของ Google หลังจากที่เราพิมพ์คำสำคัญใด ๆ ลงไป กดค้นหาก็จะปรากฏเว็บไซต์ต่าง ๆ ขึ้นมา ซึ่งเว็บไซต์ SEOที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของ SERPs จะมีคุณภาพสูง ได้รับยอดสั่งซื้อมากกว่าเว็บไซต์อื่น ๆ โดยไม่ต้องมีการโฆษณา หรืออาจเรียกว่า organic SERPs ก็ได้ ซึ่งแตกต่างจากเว็บไซต์ที่มาจากการเช่าพื้นที่โฆษณา หรือ paid SERPs ที่มีค่าใช้จ่ายเป็นรายคลิก หรือ pay per click

4. URL address

URL เป็นรหัสที่อยู่ของเว็บไซต์ ซึ่งแต่ละแห่งจะไม่ซ้ำกัน ผู้ทำเว็บไซต์ควรนำ keyword ที่สำคัญใส่ลงในชื่อของแต่ละหน้าเพจ เพื่อเสริมอันดับ SEO ให้ดีขึ้น ที่สำคัญควรตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อไม่ให้มีปัญหาในตัวสะกดและวรรณยุกต์ ตลอดจนป้องกันการเกิดความผิดพลาดในการเชื่อมโยง

5. Meta Description

Meta Description เป็นส่วนของบทย่อที่แสดงใต้ title ในหน้าแสดงผล เป็นการย่อเรื่องจากภายในหน้าเพจหนึ่ง ๆ ที่อาจจะมีความยาวถึง 2000 คำ ย่อเหลือ 100 คำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดให้ผู้ที่เห็นชื่อและอ่านบทย่อ สนใจเข้ามาคลิกอ่านรายละเอียดภายในและนำสู่การซื้อสินค้าต่อไป

จะเห็นได้ว่า คำศัพท์ที่ยกตัวอย่างมา เป็นสิ่งที่คนทำเว็บไซต์รุ่นใหม่ต้องศึกษารายละเอียดในเชิงลึกและฝึกฝนจากประสบการณ์ จะทำให้เพิ่มคุณภาพงาน SEO ให้ธุรกิจออนไลน์เติบโตได้ดียิ่งขึ้น

คนรุ่นใหม่สนใจทำเว็บไซต์ SEO

คนทำเว็บไซต์ควรรู้ Google Search Console มีอะไรน่าสนใจ

คนทำเว็บไซต์ควรรู้ Google Search Console มีอะไรน่าสนใจ

การทำเว็บไซต์ SEO หรือการพัฒนาตามระบบ search engine optimization สำคัญมาก ต่อการทำให้อันดับการสืบค้นในช่อง search engine ของ Google สูงยิ่งขึ้น ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าและยอดขายสินค้าที่ตามมาในเวลาอันรวดเร็วด้วย

Google Search Console นับเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างมากในการวิเคราะห์จุดอ่อนของการ ทำเว็บไซต์ SEO ของคุณ และทำให้สามารถแก้ไขได้อย่างตรงจุด มีชื่อเดิมว่า webmaster tools ผู้ดูแลเว็บไซต์ทุกคน จำเป็นต้องศึกษาเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากหลายด้าน ดังต่อไปนี้

1. Performance

เป็นระบบการรายงานสถิติ ปรากฏเป็นตัวเลขและกราฟคู่กัน โดยจะแสดงผลย้อนหลังประมาณ 1 ปีครึ่ง ให้ผู้ทำเว็บไซต์ได้เห็นความต่อเนื่องของอันดับ SEO ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยจะมีค่าตัวเลขสำคัญ เช่น CTR หรือ Click through rate ที่แสดงให้เห็นว่ามีผู้คลิกเข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์มากน้อยเพียงใด ค่าอันดับของเว็บไซต์คุณ หรือ average Position ที่แสดงถึงความสามารถในการแข่งขันกับเว็บไซต์ธุรกิจอื่น ๆ ในหมวดสินค้าเดียวกัน

2. URL Inspection

เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่ามีการตรวจเก็บข้อมูลจากระบบ AI หรือคอมพิวเตอร์อัจฉริยะของ Google ครั้งล่าสุดเมื่อใด หากคุณมีการอัปเดตข้อมูลที่ใหม่กว่านั้น แต่ยังไม่มีการเข้ามาจัดเก็บข้อมูล จะทำให้คุณพลาดโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจไปได้ สามารถที่จะกดปุ่ม Request index เพื่อกระตุ้นให้ระบบ AI มาจัดเก็บข้อมูลที่เป็นปัจจุบันได้อย่างรวดเร็ว

3. Sitemap

เทียบได้กับเป็นระบบสารบัญของหนังสือ ที่ทำให้อัลกอริทึมของ Google ตรวจสอบเว็บไซต์คุณได้ง่ายและเร็วยิ่งขึ้นว่า ทำให้ทราบว่าในเว็บไซต์คุณมีเพจที่จะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งใดบ้าง รวมไปถึงการบริหารจัดการบทความและรูปภาพให้สอดคล้องกับ SEO อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

4. Mobile usability

เป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ใช้งานเว็บไซต์ของคุณนั้นมาจากการสืบค้นผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือการใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีการวิจัยพบว่าคนรุ่นใหม่มีความนิยมสืบค้นข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าจากมือถือมากกว่า หากเว็บไซต์ของคุณมีค่า Mobile usability สูงก็แสดงว่าตอบโจทย์การใช้งานในมือถือดี หากค่านี้ต่ำ แสดงว่าควรรีบแก้ไขให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้งานเทคโนโลยีมากขึ้น

5. Security Issue

เป็นสิ่งที่แสดงว่าเว็บไซต์ของคุณมีความเสี่ยงที่จะถูกแฮกข้อมูลของสินค้าและความลับของลูกค้ามากน้อยเพียงใด เปรียบได้กับระบบการตรวจสอบ malware และไวรัสในคอมพิวเตอร์

จะเห็นได้ว่า Google Search Console เป็นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพในการทำให้เว็บไซต์ SEO ของคุณประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์มากยิ่งขึ้น ทั้งด้านยอดขาย การขยายฐานลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำได้เร็วยิ่งขึ้น เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นการปูพื้นฐานความเข้าใจให้ผู้ดูแลเว็บไซต์มือใหม่ได้เข้าใจระบบนี้มากยิ่งขึ้น

Security Issue

อยากให้เว็บไซต์ดาวน์โหลดเร็วขึ้น เพิ่มอันดับ SEO ทำอย่างไรดี

อยากให้เว็บไซต์ดาวน์โหลดเร็วขึ้น เพิ่มอันดับ SEO ทำอย่างไรดี

การทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์ถูกค้นเจอง่ายจาก Google สร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มยอดการขายได้ ซึ่งนอกจาการปรับโครงสร้างภายในเว็บไซต์และการทำลิงก์เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ภายนอกแล้ว การแก้ไขความบกพร่องด้านความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูล ยังสำคัญต่อผลการประเมิน SEO ด้วย

เทคนิคในการเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์ที่ทำให้อันดับ SEO สูงขึ้นได้

1. การเลือก hosting สำหรับการเปิดเว็บไซต์

การเปิดเว็บไซต์ออนไลน์ เราจำเป็นต้องเช่าพื้นที่ทรัพยากรและมีผู้จัดการงานหลังบ้าน ซึ่งบริษัทที่ให้บริการ hosting มีอยู่หลายรูปแบบ หากเลือกแบบ shared hosting จะมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด แต่จำเป็นต้องมีการใช้ทรัพยากรในเชิงเทคนิคร่วมกัน อาจจะทำให้ประสบปัญหาการดาวน์โหลดข้อมูลต่าง ๆ ล่าช้าได้ กูรูการตลาดแนะนำให้เลือกโฮสติ้งแบบมืออาชีพ เช่น WP Engine และ Cloudways ซึ่งเป็น hosting ที่มีระบบที่มีประสิทธิภาพและมีผู้เชี่ยวชาญดูแล Server ให้อย่างดี

2. การเลือกติดตั้งปลั๊กอิน

การทำเว็บไซต์ SEO จะใช้โปรแกรม WordPress ในการวิเคราะห์และพัฒนาคุณภาพขององค์ประกอบต่าง ๆ ในเว็บไซต์ ซึ่งหากมีการดาวน์โหลดปลั๊กอินมาใช้งานคู่กัน จะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการมากขึ้นได้ แต่ก็ไม่ควรดาวน์โหลดปลั๊กอินเกิน 10 รายการ เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรของเครื่องและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายด้วย ตัวอย่างปลั๊กอินที่กูรูด้านการตลาดแนะนำ คือ คือ Yoast SEO สำหรับการวิเคราะห์ keyword และคุณภาพของบทความ Easy Social share buttons สำหรับการนำเสนอบทความลงไปในแพลตฟอร์มโซเชียลหลากหลายแบบพร้อมกัน เป็นต้น

3. การปรับขนาดและรายละเอียดรูปภาพ

การอัพเดทรูปภาพที่มีขนาดใหญ่มากเกินจำเป็น นอกจากจะเปลืองทรัพยากรในระบบทำให้ดาวน์โหลดช้าแล้ว ยังส่งผลลบต่อความประทับใจของผู้เข้ามาเยี่ยมชม website ด้วย แม้จะมีรูปถ่ายที่มีการกำหนดค่าความละเอียดสูง แต่ก็สามารถใช้โปรแกรมปรับให้รูปมีไฟล์เล็กลง ลดความละเอียดได้ เช่น โปรแกรม photoscape และ pixlr Express ซึ่งทั้งสองโปรแกรมมีข้อดี คือ ไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายในการใช้งาน การลดขนาดรูปให้มีไฟล์เล็กกว่า 200 KB จะช่วยให้ใช้เวลาในการดาวน์โหลดข้อมูลต่าง ๆ น้อยลงอย่างมาก และทำให้อันดับ SEO เพิ่มขึ้นจากความนิยมใช้งานของกลุ่มเป้าหมาย

เทคนิคในการเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์

จะเห็นได้ว่าเทคนิคที่กล่าวมานั้น สามารถช่วยให้ระยะเวลาในการดาวน์โหลดข้อมูลน้อยลงได้ หากทำร่วมกันก็จะยิ่งเห็นผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งการเพิ่มอันดับการสืบค้นจาก Google ในระบบ SEO ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน จึงเพิ่มค่าปริมาณผู้ชมที่เข้ามาหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการต่าง ๆ บ่อยขึ้น ทำให้แบรนด์หรือเว็บไซต์เป็นที่จดจำได้เร็ว ส่งผลให้มียอดขายสินค้าและบริการที่สูงขึ้นตามมาในที่สุด

บริษัทรับทำ SEO แบบไหนที่อันตราย

สิ่งที่ควรไตร่ตรองก่อนจ้างทำ SEO

การทำ SEO ตามระบบ search engine optimization เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการเว็บไซต์ออนไลน์ทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะจะทำให้เสริมประสิทธิภาพการขายสินค้าและบริการได้ดียิ่งขึ้น จากการประเมินด้วยระบบ algorithm ใน Google ที่จะแสดงผลการค้นหาในหน้าแรก ซึ่งเป็นผลจากการทำ SEO ที่ดี และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดเตือนว่าผู้จะจ้าง บริษัทรับทำ SEO ต้องใส่ใจในคุณภาพและมาตรฐานหลากหลายด้าน หากบริษัทใดที่มีข้อเสนอหรือรายละเอียดต่อไปนี้เป็นบริษัทที่อันตราย คุณไม่ควรจ้างงานอย่างยิ่ง

สิ่งที่ควรไตร่ตรองก่อนจ้างทำ SEO

1. การันตีผลว่าจะทำให้เว็บไซต์อยู่ที่อันดับ 1

การทำ SEO จะไม่สามารถรับรองผลการจัดอันดับของระบบ algorithm ที่มีความซับซ้อนมากได้ การทำ SEO อย่างต่อเนื่อง จะทำได้ได้ผลดีที่สุด คืออยู่ในหน้าที่ 1 ของหน้าต่างการสืบค้น หากทำ SEO ได้อย่างสม่ำเสมอและสินค้าถูกใจผู้บริโภค จึงจะได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าสูง อาจทำให้ได้ขึ้นถึงอันดับ Top 5 หรือ Top 10 ของคีย์เวิร์ดนั้น ๆ บริษัทใดที่อ้างว่าทำได้ติดอันดับที่ 1 จึงเสี่ยงต่อการที่คุณจะถูกหลอกลวงหรือใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้เว็บไซต์ถูกแบนจากระบบได้

2. คิดค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าปกติ

การทำ SEO จำเป็นต้องมีการดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ในการแก้ไขปรับปรุงในส่วนของโครงสร้างเว็บไซต์ที่เรียกว่า on-page SEO การแก้ไขลิงก์ที่มีปัญหา เช่น ผิดพลาดในตัวสะกดหรือการเชื่อมโยงไปสู่เว็บไซต์ที่ใช้งานไม่ได้แล้ว ตลอดจนการผลิตบทความ SEO การสร้างสื่อมัลติมีเดียต่าง ๆ ที่ส่งเสริมให้ดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย สิ่งเหล่านี้มีต้นทุนค่าใช้จ่าย ขอให้ผู้ที่คิดจะจ้างทำ SEO จึงควรสืบราคาในท้องตลาดเพื่อเทียบราคากลางที่เหมาะสมด้วย หากบริษัทใดที่คิดค่าบริการต่ำผิดปกติก็ควรหลีกเลี่ยง

3. บริษัทที่ไม่น่าเชื่อถือ

มีข้อมูลบริษัทคลุมเครือไม่ชัดเจน เช่น ที่ตั้ง เบอร์โทรศัพท์ เลขทะเบียนพาณิชย์ เป็นต้น การพิจารณาความน่าเชื่อถือของบริษัทจะช่วยให้มั่นใจมากขึ้นก่อนตัดสินใจจ้างงาน เริ่มจากเว็บไซต์รับงานที่มีการลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชน มีการจดทะเบียนการค้าเป็นเอกสารราชการสแกนให้เห็นอย่างชัดเจน มีชื่อที่อยู่เบอร์ติดต่อได้สะดวก รวมถึง ควรมีผลการรีวิวจากประสบการณ์ผู้จ้างงานทำ SEO จริง ๆ ในอดีต ซึ่งสามารถเช็คได้จากกลุ่มสังคมโซเชียลโดยการใช้อีเมลของบริษัทรับทำ SEO เบอร์โทรศัพท์ รวมถึงชื่อนามสกุลผู้รับผิดชอบ ชื่อบริษัทในการตรวจสอบ เพื่อลดโอกาสถูกหลอกลวงให้สูญเงินไปโดยเปล่าประโยชน์

การเลือกบริษัททำ SEO ที่ผิดพลาดจะทำให้เสียทั้งเงินและทำให้เสียโอกาสการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งความรวดเร็วในการแข่งขันเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการอยู่รอดของทุกบริษัทในภาวะเศรษฐกิจยุค 2019 หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านใส่ใจการเลือกบริษัท ทำ SEO ที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงบริษัทที่ไม่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเติบโตได้อย่างดีต่อไป

บริษัทรับทำ SEO แบบไหนที่อันตราย