SEO มีกี่แบบ พร้อมหลักการทำงานเพื่อให้เว็บไซต์เติบโต

SEO มีกี่แบบ พร้อมหลักการทำงานเพื่อให้เว็บไซต์เติบโต

จุดประสงค์หลักของการทำเว็บไซต์คือต้องการให้คนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ตนเองทำ ยิ่งเป็นเว็บไซต์ธุรกิจด้วยแล้ว ยิ่งมีโอกาสในการเติบโตมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย, เงินโฆษณาและอื่น ๆ อีกมาก จึงเป็นที่มาของการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ผ่านเครื่องมือค้นหาอย่าง google นั่นเอง

SEO มีกี่ประเภท

SEO โดยหลัก ๆ จะมีด้วยกัน 3 ประเภท ซึ่งทั้ง 3 ประเภทก็มีวัตถุประสงค์เดียวกัน นั่นคือทำอย่างไรให้คนรู้จักและเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้มากที่สุด

1.SEO- On Page

SEO On Page คือการปรับแต่ง หน้าตาของเว็บไซต์ให้ google เป็นที่รู้จักหรือค้นหาได้โดยง่าย วิธีการทำหลัก ๆ คือจะต้องทำตามที่ google กำหนดหรือตรงตามกฎที่ระบุไว้ เชื่อว่าคนท่องโลกอินเทอร์เน็ตมากกว่า 80-90% นิยมใช้ google เป็น Search Engine หรือใช้เป็นเครื่องมือในการค้นหามากที่สุด 

2.SEO- Off Page 

SEO-Off Page คือการอาศัยเทคนิคจากภายนอก เพื่อสร้างการค้นหาให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เช่น เทคนิคการทำ Backlink 

3.Technical SEO

Technical SEO คือ SEO ที่มีเทคนิคและวิธีการทำนอกเหนือไปจาก SEO-On Page และ SEO-Off Page เช่น SEO Friendly, แผนผัง XML, การสร้างเว็บไซต์ให้รองรับทั้งคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เคลื่อนที่ เป็นต้น

หลักการทำงานของ SEO เพื่อการเติบโตของเว็บไซต์

เว็บไซต์คุณภาพ

เว็บไซต์ที่ดีควรมีคุณภาพ ทั้งในเรื่องของเนื้อหา keyword มีความปลอดภัย สามารถใช้งานได้ดีทุกระบบปฏิบัติการทั้ง windows, iOS และ Android โหลดเร็ว ซึ่งทาง google จะมีวิธีในการประเมินและให้คะแนนเพื่อจัดลำดับ Ranking ของเว็บไซต์ โดยยึดหลักตามกฎหรือข้อกำหนดที่ทาง google กำหนดมา

1.ดึงดูดคนเข้าเว็บไซต์

เมื่อเว็บไซต์ที่ทำการสร้างมามีคุณภาพเป็นที่รู้จัก ก็จะช่วยในการดึงดูดเข้าเว็บไซต์จำนวนมากได้ อาจใช้วิธีการทำ backlink เพื่อไปยังเว็บไซต์ที่ถูกกล่าวถึง เพื่อสร้าง Traffic จำนวนมาก

2.คอนเทนต์ดี มีประโยชน์

หลักการค้นหาของ google คือ การประมวลผลหาผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานหรือการค้นหาข้อมูลที่ดีมีคุณภาพ สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้งาน เช่น หากคุณทำเว็บไซต์เกี่ยวกับการทำปุ๋ย เว็บไซต์ก็ควรจะมีขั้นตอนหรือวิธีการใช้ปุ๋ย ผลลัพธ์ของการใช้ปุ๋ย ประโยชน์ของปุ๋ย เป็นต้น การเลือกใช้ keyword ที่ตรงกับเนื้อหารวมไปถึงการใส่ keyword ให้เหมาะสม ไม่เยอะเกินไป ดูให้เป็นธรรมชาติ ไม่ยัดคีย์ เพราะการที่ใส่คีย์เวิร์ดจนเยอะเกินไปอาจทำให้ google มองเป็นการ spam อาจส่งผลให้เกิดการแบนหรือลดการมองเห็นจาก google ได้

หากเรารู้ถึงวิธีการทำ SEO แล้ว อย่าลืมที่จะสร้างเว็บไซต์ให้มีคุณภาพและปฏิบัติตามกฎของเครื่องมือในการค้นหายอดนิยมอย่าง google ให้ดี เพราะมิเช่นนั้นแล้วนอกจากอันดับเว็บไซต์จะไม่อยู่ในลำดับที่ดีแล้ว อาจโดนทาง google แบนหรือปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณได้ 

5 เทคนิคสร้าง SEO ให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Google

5 เทคนิคสร้าง SEO ให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Google

ใครที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองก็คงอยากให้ลูกค้าที่กำลังค้นหาข้อมูลผ่าน Google พบหน้าเว็บไซต์ของเราเป็นอันดับแรก (จริงไหมคะ) การสร้างเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกบน Google จึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเพราะเราทุกคนต่างมีคู่แข่งที่ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกันค้นหา แต่ก็ไม่ยากมากเกินกว่าจะทำได้ ขอเพียงเราเข้าใจเรื่องระบบการสืบค้น หรือการทำ SEO ให้ดี เว็บไซต์ก็จะติดอันดับต้น ๆ ได้ไม่ยากค่ะ

วันนี้เราจึงสรุป 5 วิธีง่าย ๆ ที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณติด SEO บน Google แพลตฟอร์มมาฝากกัน คือ

1.สร้างคีย์เวิร์ด (Keyword) ให้โดนใจ
สิ่งสำคัญอันดับแรกที่เราต้องเลือกให้ดี คือ การใช้คีย์เวิร์ดที่ดี เริ่มต้นจากการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าว่าเป็นเช่นไร ต้องการสิ่งใด และลูกค้าส่วนใหญ่จะพิมพ์ค้นหาด้วยการใช้ประโยคแบบไหน หากเราเข้าใจดีแล้ว การสร้างคีย์เวิร์ดก็จะช่วยให้ระบบการค้นหา SEO บน Google แสดงข้อมูลเว็บไซต์ของเราเป็นอันดับแรก ๆ

2.Backlink ต้องน่าเชื่อถือ
ความน่าเชื่อถือของลิงก์ที่เรานำมาใช้จะต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อหาโดยตรง รวมถึงการแชร์เนื้อหาออกไปยังสื่อต่าง ๆ ก็ต้องสอดคล้องกับสิ่งที่เขียนด้วยเช่นกัน การเลือกใช้ Backlink จึงไม่เพียงช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ได้เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มกลุ่มลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการและอ่านข้อมูลบนเว็บไซต์มากขึ้นด้วย

3.ออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ
ในยุคปัจจุบัน Google ให้ความสนใจในเรื่องของโครงสร้างเว็บไซต์เป็นอย่างมาก เพราะผู้ใช้งานร้อยละ 90% ที่เข้าสู่เว็บไซต์หนึ่ง ๆ มักต้องการข้อมูลครบถ้วน รวดเร็ว ตลอดจนประสบการณ์ที่น่าประทับใจจากการใช้งาน การออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับต้น ๆ ของระบบการค้นหา SEO

4.บทความดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
เนื้อหาข้อมูลที่นำมาลงในเว็บไซต์จะต้องชัดเจนและเกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน ทั้งนี้การเขียนเนื้อหายังต้องเพิ่มคีย์เวิร์ดที่ดีแทรกลงไป เพื่อให้เข้าถึงผู้คนที่สนใจบทความดังกล่าวด้วย อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ คือ การอัปเดตข้อมูลให้ทันต่อเหตุการณ์อยู่เสมอ เพียงเท่านี้หน้าเว็บไซต์ก็จะขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ แล้ว

5.ใช้สื่อโซเชียล (Social Media) ให้เกิดประโยชน์
การใช้สื่อโซเชียลมีส่วนสำคัญมากถึง 90% ดังที่เราแนะนำไปข้างต้นว่า ในแต่ละบทความที่เราเขียนนั้นจำเป็นต้องมีคีย์เวิร์ด รวมถึง Backlink ที่เกี่ยวข้องใส่ไว้เสมอ เพื่อให้ทุกครั้งที่มีการแชร์ ผู้ใช้งานก็จะพบเห็นบทความของเราได้มากขึ้น ตลอดจนการเข้าถึงเว็บไซต์ก็จะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับเช่นกัน

เราหวังว่า 5 เทคนิคที่นำมาแบ่งปัน จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อย อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ คือ การทำ SEO ไม่ใช่เพียงแค่ว่าทำวันนี้แล้วจะได้ผลทันที แต่การทำให้ต่อเนื่องหากจึงจะแสดงผลลัพธ์ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ทำไมถึงต้องทำเว็บไซต์ SEO

ทำไมถึงต้องทำเว็บไซต์ SEO

ในโลกยุคปัจจุบัน การทำธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นช่องทางติดต่อสื่อสารกับลูกค้าธุรกิจได้ทั่วโลก การมีเว็บไซต์ของตัวเองเป็นช่องทางในการขยายธุรกิจที่ไม่จำกัด และก็ควรทำ SEO (search engine optimization) ด้วย จะทำให้ได้รับประโยชน์ ดังต่อไปนี้

  1. ถูกจัดอันดับอยู่ด้านบนในการสืบค้นของ Google

การทำเว็บไซต์ตามรูปแบบ SEO ทำให้ได้คะแนนการตรวจวิเคราะห์คุณภาพที่สูง สื่อถึงการเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน และเนื่องจาก Google ต้องการให้ผู้ใช้งานทั่วโลกมาสืบค้นข้อมูลจากระบบตัวเอง ซึ่งต้องแข่งขันกับ yahoo และ bing ทุกวัน การเรียงเว็บไซต์จากคะแนน SEO จึงทำให้คนมาใช้ Google มากขึ้นทุกวัน ถ้าคุณทำเว็บไซต์ SEO ที่ดี Google ก็จะให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับต้น ๆ และถูกค้นหาเจอได้ง่ายนั่นเอง หากคุณต้องการทำเว็บไซต์ให้ติดคำว่า วิเคราะห์บอลวันนี้ หวังคนเข้าวันละ 1000 คนต่อวัน ถ้าค่าโฆษณาคลิกละ 10 บาท เท่ากับวันนึงต้องเสียเงิน 10000 บาททุกๆวัน แต่ถ้าเว็บคุณติดอันดับ 1 แล้วละก็ไม่ต้องเสียสักบาท

  1. ขยายโอกาสทางธุรกิจ

เว็บไซต์ที่อยู่ในอันดับที่ 1 จะมีโอกาสขายสินค้าและบริการมากกว่าอันดับที่ 2 หลายเท่าตัว ส่วนอันดับที่ 2-10 ก็จะได้ส่วนแบ่งการตลาดลดลงไปเรื่อย ๆ หากทำ SEO จนได้อยู่ในหน้าแรกของการสืบค้น 10 อันดับแรกของการแสดงผลบนจอ Google ก็มีโอกาสที่จะได้รับการเข้าไปชมข้อมูล สั่งซื้อสินค้าบริการด้วยความไว้วางใจจากลูกค้าที่มากกว่าเว็บไซต์ที่อยู่ในหน้าหลัง ๆ หากคุณต้องการขยายตลาดบนโลกออนไลน์ เพิ่มโอกาสให้เกิดการสั่งซื้อสินค้าทุกวัน ก็ต้องทำตามรูปแบบ SEO อย่างเคร่งครัด

  1. ประหยัดต้นทุนการโฆษณา

SEO เป็นการใช้คุณภาพของเว็บไซต์ในการผลักดันให้อยู่อันดับต้น ๆ ต่างกับการเสียค่าโฆษณาแบบ SEM หรือ search engine marketing ที่ต้องประมูล keyword แข่งขันกับบริษัทอื่น ๆ ที่ล้วนต้องการอันดับที่ 1 ของหน้าจอการสืบค้นใน Google หากคุณทำธุรกิจที่เป็น Red Ocean อัตราการแข่งขันสูง ก็หมายความว่าคุณต้องใช้เงินในการประมูลที่สูง และต้องเสียค่าโฆษณาต่ออัตราการคลิก 1 ครั้งของผู้เข้าชมที่สูงตามไปด้วย ทำให้คุณมีต้นทุนทางธุรกิจที่มากขึ้น

  1. เพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์

ความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องสำคัญ ตามหลักจิตวิทยาแล้ว หากเว็บไซต์ถูกแสดงในหน้าแรกอันดับต้น ๆ ของ google ผู้คนจะเชื่อมั่นมากกว่า ว่าเป็นเว็บไซต์ที่ไม่หลอกลวง หากสั่งสินค้าก็ต้องได้ของจริงมีคุณภาพสูง หากอ่านบทความก็ต้องมีความน่าเชื่อถือและบอกต่อได้ ไม่เป็นข่าวหรือข้อมูลปลอม ดังนั้นการทำ SEO ให้เว็บไซต์ จึงเป็นตัวช่วยสร้างอันดับและความน่าเชื่อถือแก่แบรนด์อย่างมาก

เว็บไซต์ที่ทำ SEO จะมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าเว็บไซต์ที่ทำอย่างไม่มีทิศทาง เป็นที่ถูกใจของ Google และถูกใจลูกค้าที่ใช้งานสืบค้นข้อมูล เพิ่มยอดสั่งซื้อสินค้า ลดต้นทุนทางธุรกิจ ที่กล่าวมาจึงยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ทำไมคุณจึงควรทำเว็บไซต์ SEO

เพิ่มยอดขายให้ปัง !!! ด้วย SEO

เพิ่มยอดขายให้ปัง !!! ด้วย SEO

ในโลกแห่งการแข่งขันทางธุรกิจที่ผู้ประกอบการต่างมองหาความได้เปรียบในทุกรูปแบบเพื่อจูงใจให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าและบริการของตนเอง การเพิ่มยอดขายให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น คุณรู้หรือไม่ว่าในโลกออนไลน์มีวิธีในการช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้าและบริการให้กับสินค้าของคุณได้ด้วยการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ซึ่งเป็นการตลาดออนไลน์อย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากมาอย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำถึงวิธีการเพิ่มยอดขายให้ปัง!!! ด้วย SEO มาบอกกัน…

SEO คืออะไร
SEO หรือ Search Engine Optimization เรียกให้เข้าใจง่าย ๆ คือ การทำให้เว็บไซต์สินค้าและบริการของคุณอยู่ในลำดับต้น ๆ หรืออยู่ในหน้าแรกของการค้นหาผ่าน Search Engine เช่น Google, Yahoo ฯลฯ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงของกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น โดยการทำ SEO นั้นจะเป็นการจัดรูปแบบเว็บไซต์ของคุณให้เหมาะสม ให้ดึงดูดน่าสนใจ มีการใส่ keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการในปริมาณที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป มีเนื้อหาในเว็บไซต์สอดคล้องกับสินค้าและบริการ มีภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวประกอบบทความ มีมากกว่า 1 หน้าต่อเว็บไซต์เพื่อเป็นการจัดกลุ่มเนื้อหาให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ฯลฯ โดยเจ้าของ Search Engine จะมีการให้คะแนนเว็บไซต์ในแต่ละจุดเพื่อจัดลำดับในหน้า Search Engine ต่อไป

SEO จะช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างไร
ประโยชน์หลัก ๆ จากการทำ SEO คือการเพิ่มโอกาสในการคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของสินค้าและบริการของคุณ ซึ่งในแต่ละวันมีคนเข้า Search Engine เพื่อค้นหาสิ่งที่สนใจจะเลือกซื้อหลายล้านครั้งต่อวัน และต้องยอมรับว่าในโลกธุรกิจย่อมมีสินค้าและบริการที่ใกล้เคียงหรือเหมือนกับสินค้าของคุณอย่างแน่นอน ดังนั้น หากเว็บไซต์ของคุณได้อยู่ในหน้าแรก หรืออันดับต้น ๆ ของการ Search ย่อมทำให้เว็บไซต์ของคุณได้รับความสนใจ และมีโอกาสที่คนจะเข้าชมมากขึ้นและเลือกซื้อสินค้าต่อไป

นอกจากนี้ การทำ SEO ที่ดีจะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นและตรงจุดมากขึ้น สามารถขายสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ในการจัดจำหน่าย และยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าและบริการของคุณ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเลือกซื้อสินค้าที่สำคัญอย่างหนึ่งอีกด้วย

แม้ว่าการทำ SEO จะมีข้อดีมากมาย เป็นเสมือนเครื่องมือทางการตลาดที่คนทำธุรกิจในยุคใหม่ต้องเรียนรู้และไม่ควรมองข้าม แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายนักในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ เพราะคุณจะต้องทำการปรับปรุงเว็บไซต์ให้ทันสมัย ข้อมูลมีการอัพเดตอยู่เสมอ เพราะหากคุณปล่อยปละละเลยไม่มีการอัพเดตข้อมูล เว็บไซต์ของคุณก็อาจถูกเลื่อนลำดับไปอยู่หน้าอื่น ๆ ได้เช่นกัน

5 ข้อควรระวังในการทำ SEO Content

5 ข้อควรระวังในการทำ SEO Content

SEO Content อาจเป็นคำที่คุ้นหูสำหรับผู้ที่ทำการตลาดออนไลน์ แต่สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้น อาจต้องทำความรู้จักกับ SEO Content ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการทำการตลาดออนไลน์ให้มากขึ้น SEO มาจากคำว่า Search engine optimization ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพให้เว็บไซต์ ถูกค้นพบด้วย Search Engine ต่าง ๆ อย่าง Google, Bing , Yahoo , Ask และ Baidu เป็นต้น โดยใช้ Keyword Content เป็นอาวุธซึ่ง Content ที่ว่านี้ค่ะภาพรวมของเนื้อหา เช่น ภาพ ตัวอักษร วีดีโอ รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ใส่ไว้ในบทความ ด้วยรายละเอียดเหล่านี้จึงเป็นที่มาของข้อควรระวังในการทำ SEO Content ซึ่งมี 5 ข้อพึงระวัง ดังต่อไปนี้

1.ระวังไม่ให้ Content ขาดสารประโยชน์
เพื่อพื้นฐานสำคัญในการทำ SEO ในช่วงเวลานี้จำเป็นอย่างยิ่งที่เนื้อหาต้องมีประโยชน์ เพราะหาก Content นั้น ๆ มีข้อมูลและสารประโยชน์ต่อผู้อ่านก็จะเกิดการแชร์ต่อ ๆ กันไป และบางคนก็กลับมาค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งทำให้เกิดการคลิกเข้ามาสู่เพจบ่อยขึ้น สิ่งนี้จะกระตุ้นให้อัลกอริธึมของ Google จัดอันดับเว็บไซต์ให้สูงขึ้นด้วย

2.ระวังเรื่อง Keywords
ซึ่งเป็นหัวใจหลักของบทความ โดยหลักการทำ SEO นั้นสามารถใส่ Keyword ได้ 4 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ Broad, Broad Match Modifier, Phrase และ Exact โดยแต่ละประเภทมีการทำงานที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น Broad หมายถึงคีย์เวิร์ดประเภท “กว้าง ๆ” โดยโฆษณาของเว็บไซต์จะแสดงผลลัพธ์ที่ตรงกับ Keyword ใส่ และคำที่ใกล้เคียงกับ Keyword ที่ใส่ลงไปในบทความ รวมถึงคำค้นหาที่ใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดนั้นด้วย เช่น Keyword คือคำว่า ‘รองเท้าผู้ชาย’ กรณีที่มีผู้ค้นหาด้วยคำว่า ‘รองเท้าผู้ชาย’ หรือ ‘รองเท้าแตะผู้ชาย’ Ad โฆษณาของเว็บไซต์ของคุณก็จะแสดงผลใน Search Engine ด้วยเช่นกัน

3.ระวังเรื่องความถี่ในการอัพเดท
สิ่งสำคัญสำหรับเว็บเพจจำหน่ายสินค้าออนไลน์ คือการอัพเดทข่าวสารข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำเสนอ Content ที่มีประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งหากขาดการอัพเดทข้อมูลของผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการ หรือรูปแบบกิจกรรมใหม่ ๆ ให้เคลื่อนไหวในระบบออนไลน์ Content ก็จะไม่ได้รับการพัฒนาให้ตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และไม่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการแรงกระตุ้นจากกกระแสโซเชียลดึงดูดเพื่อการตัดสินใจในการซื้อสินค้าและบริการเหล่านั้น

4.ระวังเรื่องจำนวนของภาพและคลิปวีดิโอ
หากภาพ หรือคลิปวิดีโอมีจำนวนมากเกินไปจะส่งผลให้การโหลดเข้าสู่เว็บไซต์ทำได้ช้า ซึ่งเท่ากับเป็นการเสียโอกาสในการค้นหาและการเข้าสู่เว็บไซต์ เพราะผู้บริโภคมีเวลาตัดสินใจไม่มากนักประกอบกับมีเว็บไซต์ของคู่แข่งให้เลือกชมอีกเป็นจำนวนมากนั่นเอง

5.ระวังเรื่อง Copy & Paste
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ SEO Content ขาดความน่าสนใจและตกอันดับจากหน้าเพจแรกของ Google ได้แก่ กรณีการทำ Copy&Paste นอกจากจะได้เนื้อหาที่ไม่เชื่อมต่อแล้ว ยังอาจทำให้เว็บไซต์ของคุณหลุดจากอันดับต้น ๆ ในเพจแรกของ Google ได้แบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้น การสร้าง SEO Content ที่มีประโยชน์และอัพเดทข่าวสารข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ติดตามเพื่อการเข้าถึงเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันรูปแบบ Organic Reach แม้ว่าจะดูเรียบง่ายซึ่งมีข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าในระยะยาวนั้นการทำ SEO Content ให้มีคุณภาพตามแนวทางข้างต้นจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเสริมประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์เพื่ออยู่ในอันดับต้น ๆ ของการค้นหาในหน้าแรกของ Search Engine

5 เทคนิคลับ SEO 2021 ระดับ Advance

5 เทคนิคลับ SEO 2021 ระดับ Advance

จากหลายปีที่ผ่านจะเห็นว่าการแข่งขันทำอันดับเว็บไซต์บน Search Engine เช่น Google, Bing, Yahoo หรือ Wiki search ฯลฯ รุนแรงมากขึ้น เนื่องจากการทำเว็บไซต์หรือเว็บบล็อกเป็นช่องทางที่สามารถสร้างรายได้และเป็นช่องทางในการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การทำ Search Engine Optimization หรือ SEO แบบพื้นฐานไม่พออีกต่อไป โดย 5 เทคนิคลับทำ SEO ระดับ Advance 2021 มีดังนี้

1.เพิ่มประสิทธิภาพในการทำ Backlink ด้วย Infographic
การทำ Infographic เป็นการทำภาพที่ช่วยสรุปเนื้อหาบนหน้าเว็บเพจทำให้ผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์สามารถเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น โดยการทำ Infographic จะเป็นภาพแผนภูมิ สัญลักษณ์ หรือภาพวาดก็ได้เพียงแต่ต้องให้ผู้ที่อ่านเข้าใจได้ในทันที ซึ่ง Canva.com เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้าง Infographic ใช้งานง่ายและได้รับการแนะนำจากมืออาชีพด้านการทำเว็บไซต์ เพราะมีแม่แบบ Infographic ให้เลือกมาปรับใช้มากมายและมีรูปภาพฟรีให้ใช้งาน ทั้งนี้เมื่อทำภาพ Infographic เรียบร้อยแล้ว ก่อนการนำไปโพสต์ลงบนเว็บไซต์ควรตั้งชื่อไฟล์ภาพและแทรกคำอธิบายภาพด้วย Keyword (คำที่กลุ่มเป้าหมายใช้ในการค้นหา) ทุกครั้ง

2.ปรับเว็บไซต์ให้รองรับ SEO ด้วย AI SEO Tools
สำหรับมืออาชีพด้านการทำเว็บไซต์น่าจะรู้จัก AI SEO Tools กันบ้างแล้ว เพราะเครื่องมือนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยปรับการตั้งค่าต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์และปรับ Content ให้มีประสิทธิภาพในการทำ SEO มากขึ้น ทำให้เว็บไซต์มีจำนวนผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นและติดอันดับบน Search Engine ได้ง่ายขึ้นด้วย

3.Keyword ที่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณการค้นหาอีกต่อไป
ตั้งแต่เริ่มศึกษาการทำเว็บไซต์และ SEO เรามักจะเห็นผู้เชี่ยวชาญในการทำเว็บไซต์แนะนำให้เลือกคีย์เวิร์ดที่มีปริมาณการค้นหาเยอะ ๆ เพราะจะทำให้มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้น แต่ในการทำ SEO 2021 ระดับ Advance กลับแนะนำให้เลือกใช้ Keyword ที่มีคนค้นหาน้อยแต่เป็นที่ต้องการ เพราะคำค้นหาดังกล่าวสามารถสร้างรายได้ให้กับเว็บไซต์ได้มากกว่า โดยแทรกคำที่แสดงถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายลงไป เช่น ไม้ถูพื้น ABC รุ่น T123 กับ T456 แบบไหนดีกว่ากัน, มือถือพร้อมแพ็กเกจ ค่าย QQ กับ ค่าย PP คุ้มค่ากว่ากัน เป็นต้น

4.สร้าง Backlink ย้อนกลับไปยังบทความเก่า ๆ
หลายคนหมั่นเขียนบทความลงบนเว็บไซต์แต่กลับลืมแนบลิงก์บทความก่อนหน้าเพื่อสร้างความเชื่อมโยง ทำให้เมื่อมีผู้เข้ามาชมเว็บไซต์ใช้เวลาบนเว็บไซต์น้อย ส่งผลให้อันดับบน Search Engine ลดลง ดังนั้นเพื่อสร้างการเชื่อมโยงภายในเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพ ควรหมั่นเข้าไปแก้ไข อัปเดตและแนบลิงก์บทความเก่าให้มีความเชื่อมโยงกัน เพราะจะทำให้เว็บไซต์สามารถทำอันดับบน Search Engine ได้ดีขึ้น

5.ปรับเนื้อหาให้รองรับการค้นหาด้วยเสียง (Voice Search)
เทรนด์การค้นหาข้อมูลด้วยเสียงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การสร้างเนื้อหาให้รองรับการค้นหาด้วยเสียงจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำ SEO ในอนาคต เช่น การตั้งชื่อหัวข้อบทความด้วยประโยคคำถาม เป็นต้น

หากต้องการพัฒนาเว็บไซต์ให้รองรับการทำ SEO ในอนาคต เทคนิคลับทำ SEO ระดับ Advance ข้างต้นนี้ จะช่วยให้การทำเว็บไซต์มีประสิทธิภาพ และสามารถทำให้อันดับในผลการค้นหาสูงขึ้นได้

แนะนำกลยุทธ์สำคัญในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

แนะนำกลยุทธ์สำคัญในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

การทำ SEO มีความสำคัญต่อการสร้างเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ต่าง ๆ เป็นอย่างมากถ้าต้องการประสบความสำเร็จบนตลาดออนไลน์ การทำ SEO จึงถือว่าเป็นตัวช่วยที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายและรวดเร็วมากที่สุด ดังนั้นจึงขอแนะนำกลยุทธ์สำคัญที่คุณไม่ควรมองข้าม ดังนี้

1.กระตุ้นกลุ่มเป้าหมาย
เริ่มต้นจากการทำ SEO ด้วยการกระตุ้นกลุ่มเป้าหมายให้รู้จักกับเว็บไซต์หรือสื่อสังคมออนไลน์ที่ของคุณให้มากที่สุด โดยการใช้ชื่อของธุรกิจหรือบริการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เลือกใช้ Keyword ที่สามารถทำให้คน Search คีย์เกี่ยวกับธุรกิจของคุณแล้วเจอได้บนหน้าแรก ๆ ของ Google ดังนั้นการวาง Keyword ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะต้องอยู่บนหน้าเว็บไซต์และอยู่บนทุกส่วนของเว็บ เพื่อทำให้ Google ค้นหาคุณได้มากที่สุด แต่ทั้งนี้ห้ามสแปม Keyword เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจนำพาให้เว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์ของคุณโดนแบนได้

2.ความรู้คือสิ่งสำคัญ
ความรู้ภายในเว็บไซต์ หมวดหมู่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความหรือคลิปวิดีโอ ควรถูกทำขึ้นเป็นส่วนเฉพาะในการให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของคุณ ต้องมีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน เช่น ถ้าคุณทำเว็บไซต์ขายอุปกรณ์ก่อสร้างออนไลน์ คุณต้องนำความรู้เกี่ยวกับลวด, เหล็ก, คาน และการเลือกใช้อุปกรณ์ก่อสร้างต่าง ๆ มาลงภายในเว็บไซต์ ซึ่งถือว่ามีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างชัดเจน ดังนั้นเมื่อมีคนต้องการความรู้เหล่านี้ ก็จะคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ของคุณ เพื่อมองหาข้อมูลที่ต้องการ ซึ่งถ้าคุณสามารถทำข้อมูลต่าง ๆ ออกมาให้ความรู้ชัดเจนและแตกต่างไปจากเว็บไซต์อุปกรณ์ก่อสร้างเว็บอื่น ๆ ย่อมทำให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ค้นหาและเป็นการแชร์บอกต่อให้ผู้อื่นคลิกเข้ามามากขึ้นอย่างแน่นอน

3.เนื้อหาสอดคล้องกัน
ไม่ว่าคุณจะทำเว็บไซต์เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการใดก็ตาม สิ่งที่คุณจะต้องทำบนเว็บและสื่อออนไลน์ของคุณ คือ การทำให้เนื้อหาสอดคล้องกันไปทั้งหมด ไม่ควรทำให้แตกออกจนกลายเป็นความสับสน เช่น ถ้าคุณทำเว็บไซต์หรือเพจบน Facebook เพื่อขายเสื้อ แต่คุณกลับนำ Content บทความหรือคลิปวิดีโอเกี่ยวกับความบันเทิงในด้านอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับเสื้อมาลงภายในเว็บหรือเพจ ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อให้คลิปที่คุณทำจะเป็นที่ชื่นชอบ แต่ด้วยเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกัน อาจจะทำให้ภาพจำแบรนด์ของคุณกลายเป็นด้านอื่นจนไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นจึงให้ได้แค่ความบันเทิง แต่ไม่สามารถสร้างประโยชน์ใด ๆ ให้กับตัวเว็บหรือเพจได้

4.การใช้คีย์เวิร์ด
หัวใจหลักของการทำ SEO คือ การใช้ Keyword อย่างถูกต้องภายในเว็บไซต์ ไม่ใช่แค่เพียงการใช้ Keyword บนชื่อหรือหน้าแรกของเว็บและสื่อออนไลน์ต่าง ๆ เท่านั้น แต่จะต้องทำให้สอดคล้องกันไปภายในทุกหน้าของเว็บไซต์และทุกส่วนของ สื่อออนไลน์ ที่สำคัญคือคุณจะต้องมีการอัปเดต Keyword สำคัญอยู่เสมอ แม้ว่า Keyword เดิมของคุณจะมีสถิติการค้นหาที่ดีมาอยู่แล้ว แต่ต้องเข้าใจว่า Google มีการพัฒนาศักยภาพของการค้นหา พร้อมการปรับเปลี่ยนและอัปเดตต่าง ๆ อยู่เสมอ ดังนั้น Keyword จึงถูกอัปเดตไปด้วย ซึ่งในทุก ๆ ปี Google จะมีการมองหา Keyword ที่มีอัตราการค้นหาสูง คุณจึงควรตามข่าวเรื่องเหล่านี้ให้ดี แล้วนำคีย์ที่เหมาะสมต่อธุรกิจของคุณมาใช้ให้ได้ผลมากที่สุด

การทำ SEO ถือเป็นความสำคัญของผู้ที่ต้องการอยู่บนตลาดออนไลน์และโดดเด่นที่สุด สามารถดึงกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่เว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์ได้ง่ายมากขึ้น ทั้งยังเพิ่มศักยภาพด้านงานออนไลน์ทุกประเภทได้เป็นอย่างดี ดังนั้นคุณจึงควรติดตามเทรนด์ Google ให้ดี เพื่อนำพาธุรกิจให้สามารถทำยอดขายและกำไรได้อย่างที่ต้องการ

How to เขียนบทความ SEO เพื่อต่อยอดธุรกิจ

How to เขียนบทความ SEO เพื่อต่อยอดธุรกิจ

Search Engine Optimization (SEO) คือกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้การทำเว็บไซต์ประสบความสำเร็จ โดยมีการเขียนบทความเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยในการสร้างคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน โดยปัจจัยที่ช่วยให้การเขียนบทความ SEO เพื่อต่อยอดธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ มีดังนี้

1.การเลือกคีย์เวิร์ด หรือคำค้นหา คีย์เวิร์ดเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการทำ SEO หากเลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงกับคำที่ผู้ใช้นิยมพิมพ์เพื่อค้นหา ก็จะยิ่งทำให้มีโอกาสแสดงในผลการค้นหาของ Search Engine ได้มากขึ้น และดีไปกว่านั้นคืออยู่ใน Top10 หน้าแรก โดย Search Engine ชั้นนำได้แก่ Google, Bing, Yahoo เป็นต้น สำหรับเครื่องมือที่ช่วยในการหาคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมเรียกว่า Keywords Research Tool ซึ่งมีให้เลือกจากหลายผู้ให้บริการทั้งแบบฟรีและมีค่าบริการ เพียงป้อนคำที่ต้องการลงไป โปรแกรมจะแสดงรายการคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องและคีย์เวิร์ดทางเลือกออกมาให้พิจารณา มีข้อมูลปริมาณการค้นหาต่อเดือน, ค่าใช้จ่ายในการนำคีย์เวิร์ดไปทำโฆษณา เช่น Google Ads รวมถึงแสดงระดับความยากง่ายในการแข่งขัน

2.ตั้งชื่อบทความให้น่าสนใจและถูกใจ Search Engine การตั้งชื่อบทความ SEO เพื่อต่อยอดธุรกิจนั้น ต้องให้ความสำคัญทั้งกลุ่มเป้าหมายและ Search Engine ทำให้การตั้งชื่อบทความ SEO ที่ดีควรมีคีย์เวิร์ดหลักแทรกอยู่เสมอ และมีความยาวประมาณ 50 – 60 ตัวอักษร และต้องเขียนให้น่าสนใจ ดึงดูดให้ผู้ชมคลิกเข้ามายังเว็บไซต์

3.แทรกคีย์เวิร์ดหลักใน Link การทำ Friendly Link โดยการแทรกคีย์เวิร์ดใน URL ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำบทความ SEO แม้ว่าการทำ Friendly Link ภาษาไทยจะมีความซับซ้อนกว่าการทำ Friendly Link ภาษาอังกฤษแต่ก็สามารถทำได้ด้วยการใช้โปรแกรมสำเร็จรูป โดยการทำ Friendly Link จะช่วยเพิ่มปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์มากขึ้น

4.เริ่มลงมือเขียนบทความ ในส่วนของการเขียนบทความ SEO เพื่อต่อยอดธุรกิจนั้น ควรแทรกคีย์เวิร์ดลงในบทความแบบกระจายไปทั่วบทความในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป โดยตำแหน่งการแทรกคีย์เวิร์ดควรอยู่ทั้งในหัวข้อ, URL, ย่อหน้าแรก, หัวข้อหลักภายในบทความ, หัวข้อย่อย, เนื้อหาบทความ รวมถึงแทรกลงในคำอธิบายภาพ

5.เพิ่มปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์ด้วยการแทรกลิงก์ที่เกี่ยวข้อง ยิ่งกลุ่มเป้าหมายใช้เวลากับเว็บไซต์นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อเว็บไซต์มากขึ้นเท่านั้น เพราะระบบ Bot ใน Search Engine จะตีความว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ทำให้มีผลต่อการเลื่อนอันดับบน Search Engine ดังนั้น ผู้เขียนบทความ SEO จึงควรแทรกลิงก์ไปยังบทความอื่น ๆ ภายในเว็บไซต์ตนเองด้วย เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายอ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

6.ทำ Backlinks เพื่อขยายฐานกลุ่มเป้าหมาย สามารถทำได้โดยการนำลิงก์บทความไปฝากไว้ในเว็บไซต์อื่น เช่น การเขียนบทความสั้น ๆ แล้วแทรกลิงก์โพสต์ใน Social Media (Facebook, Twitter หรือ Instagram) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงเว็บไซต์เท่านั้น แต่ยังช่วยขยายฐานกลุ่มเป้าหมายด้วย

การเขียนบทความ SEO เป็นสิ่งที่นักธุรกิจในปัจจุบันควรให้ความสำคัญ และทำด้วยวิธีการที่ถูกต้อง จะช่วยในการต่อยอดธุรกิจและสร้างฐานลูกค้ารุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

นักการตลาดออนไลน์ต้องรู้ SEO และ SEM ต่างกันอย่างไร และควรเลือกวิธีไหนดี

นักการตลาดออนไลน์ต้องรู้ SEO และ SEM ต่างกันอย่างไร และควรเลือกวิธีไหนดี

เครื่องมือสำหรับทำการตลาดออนไลน์มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี แต่เชื่อว่าอาวุธที่หลายคนคุ้นหูในยุคนี้คือการทำ SEO และเมื่อเอ่ยถึง SEO แล้ว อีกหนึ่งคำที่มักมาด้วยกันบ่อย ๆ คือ SEM โดยสองคำนี้ทำให้นักการตลาดออนไลน์หลายคน โดยเฉพาะนักการตลาดออนไลน์มือใหม่เกิดความสงสัยว่าแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกใช้วิธีไหนดี วันนี้เรามีคำตอบดี ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกใช้อาวุธที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจคุณ

ทำความรู้จัก SEO และ SEM
SEO หรือชื่อเต็ม Search Engine Optimization คือ วิธีการทำให้เว็บไซต์ให้ขึ้นอยู่อันดับต้น ๆ ของ Search Engine โดยเฉพาะ Search Engine ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เช่น Google, Yahoo และ Bing โดยจุดเด่นการทำ SEO คือ ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เน้นการออกแบบเว็บไซต์ให้สมบูรณ์แบบตามเกณฑ์การให้คะแนนของ Search Engine ทั้งการทำ On-page หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้สมบูรณ์ เช่น การกระจายคีย์เวิร์ด ซึ่งคีย์เวิร์ดต้องตรงกลุ่มเป้าหมาย การจัดทำคอนเทนต์คุณภาพ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของข้อมูล เป็นต้น

นอกจากการทำ On-page แล้วยังมีเรื่องการทำ Off-page อย่างการทำ Backlink กลับมายังเว็บไซต์ โดยหากมีคนคลิกเข้ามาจำนวนมาก Search Engine จะมองว่าเว็บไซต์คุณน่าเชื่อถือ เรียกคะแนนเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี โดยการทำ On-page และ Off-page จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งท่านเจ้าของเว็บไซต์จำเป็นต้องอดใจรอ และหากวันใดที่เว็บไซต์ขึ้นอันดับต้น ๆ ได้ รับรองว่าอัตราการคลิกย่อมสูง เว็บไซต์ดูน่าเชื่อถือ และเป็นที่รู้จักมากขึ้นแน่นอน

สำหรับการทำ SEM หรือชื่อเต็ม คือ Search Engine Marketing คือการผลักให้เว็บไซต์ขึ้นอันดับแรกของ Search Engine เช่นกัน แต่วิธีนี้จะใช้การจ่ายเงินค่าโฆษณา โดยจะเสียค่าใช้จ่ายตามจำนวนคลิก แม้จะมีค่าใช้จ่ายแต่ก็มีข้อดีคือ เห็นผลรวดเร็ว ไม่ต้องรอนานแบบ SEO ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แบบทันใจ และแม้เจาะกลุ่มเป้าหมายได้ทันที แต่ก็มีข้อเสียคือหากหยุดจ่ายเงิน การทำงานของ SEM จะหยุดชะงักทันทีเช่นกัน

ระหว่าง SEO กับ SEM ควรเลือกใช้วิธีไหนดี
จะเห็นว่า SEO และ SEM มีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ไม่สามารถเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งได้ เนื่องจากการทำการตลาดออนไลน์จำเป็นต้องพลิกแพลงและใช้เครื่องมือร่วมกันทุกรูปแบบ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทำให้เจ้าของธุรกิจควรใช้ SEO และ SEM ร่วมกัน โดยอาจเลือกใช้ SEM ทดลองทำโฆษณา เพื่อสังเกตพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายเป็นระยะ ๆ ในขณะเดียวกันหากหวังผลระยะยาว แนะนำให้ความสำคัญ SEO มากกว่า เพราะการทำ SEO เน้นการสร้างผลลัพธ์ระยะยาวนั่นเอง

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ใครที่กำลังวางแผนทำการตลาดออนไลน์เพื่อต่อยอดให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักมากขึ้น ห้ามพลาดเลือกใช้ SEO และ SEM เป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ และนอกจากสองวิธีนี้แล้ว อย่าลืมใช้เครื่องมือการตลาดออนไลน์ประเภทอื่นควบคู่กันไป เพื่อการตลาดรอบด้านและทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในที่สุด

แนะนำ 5 เครื่องมือช่วยทำ SEO ให้ติดอันดับ แถมใช้งานง่าย

แนะนำ 5 เครื่องมือช่วยทำ SEO ให้ติดอันดับ แถมใช้งานง่าย

ปัจจุบัน การทำ SEO ให้ติดอันดับบนหน้าการค้นหาของ Google ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ต่าง ๆ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ หลายคนจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือหรือซอฟท์แวร์ที่ยอดเยี่ยมเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำ SEO ให้สามารถแข่งขันกับเจ้าอื่นได้และมีโอกาสติดอันดับมากขึ้น

ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 5 เครื่องมือช่วยทำ SEO ให้ติดอันดับ ทั้งยังใช้งานได้ง่ายอีกด้วย

1.Google Analytics
ถือเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับคนทำ SEO เลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากจะช่วยวิเคราะห์จำนวนการเข้าชมเว็บไซต์ แหล่งที่มาของการเข้าชมเว็บไซต์ ตลอดจนระยะเวลาที่ผู้ใช้งานอยู่ในเว็บไซต์ของเราแล้ว ยังช่วยวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อีกหลายอย่างเพื่อให้เราสามารถปรับแต่งเนื้อหาในเว็บไซต์ให้ตอบโจทย์ของผู้เข้าชมได้ดีขึ้นอีกด้วย

2.Google Search Console
เครื่องมือทรงคุณค่าที่เปิดให้ใช้บริการฟรีอีกบริการหนึ่งของ Google ช่วยให้เราสามารถดูแลและปรับปรุงเว็บไซต์ของเราให้มีคุณภาพมากขึ้น สามารถบอกได้ว่าผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเราเข้ามาจาก “คีย์เวิร์ด” อะไร หรือจำนวนการคลิกเข้าเว็บไซต์ของเราจาก Google ทั้งหมด รวมถึงคอยแจ้งปัญหาข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่ทำให้เว็บไซต์ของเรามีปัญหาได้อีกด้วย

3.Majestic
เครื่องมือช่วยวิเคราะห์ Backlinks ที่เราใช้ในเว็บไซต์ว่า Backlinks นั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ควรอยู่ในหมวดหมู่อะไร เนื่องจาก ปัจจุบัน Google ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ต่าง ๆ เป็นอันดับแรก ดังนั้น การจัดอันดับจึงมักพิจารณาโดยอิงอยู่กับการใช้ Backlinks ที่มีคุณภาพ มีความน่าเชื่อถือ และอยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน ในทางตรงข้าม หากลิงก์ที่มีนั้นมาจากเว็บไซต์คุณภาพต่ำ ไม่มีความน่าเชื่อถือ ก็อาจส่งผลให้เว็บไซต์ของเราถูกลดอันดับได้เช่นกัน

4.Structured Data Testing Tool
อีกหนึ่งเครื่องมือที่เปิดให้ใช้บริการฟรีจาก Google เป็นเครื่องมือที่จะช่วยตรวจสอบโครงสร้างหรือรูปแบบข้อมูลเพื่ออธิบายว่าเนื้อหาของบทความหรือคอนเทนต์แต่ละส่วนหมายถึงอะไร ช่วยให้เวลา Google เข้ามาเก็บข้อมูลก็จะเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า เว็บไซต์ของเราเกี่ยวกับอะไร ขายสินค้าหรือบริการอะไร มีความน่าเชื่อถือหรือมีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน ยิ่งเราใช้ Structured Data Testing Tool ได้ดีเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยให้ Google จัดเก็บข้อมูลเว็บไซต์เราได้สะดวกมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสที่ Google จะดึงข้อมูลในเว็บไซต์เราไปแสดงผลในหน้าผลการค้นหามากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

5.Ubersuggest
เครื่องมือใช้ในการวิเคราะห์ “คีย์เวิร์ด” ที่เราเลือกใช้ในบทความหรือคอนเทนต์ว่ามีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน สามารถบอกค่าความนิยมและระดับการแข่งขันของคีย์เวิร์ดคำนั้น ๆ เพื่อช่วยให้เราสามารถเลือกใช้คีย์เวิร์ดได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ และหลีกเลี่ยงคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันสูงซึ่งจะทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับได้ยากขึ้น

ยิ่งการทำ SEO เป็นที่นิยมมากเท่าไหร่ การแข่งขันกันก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เครื่องมือดังกล่าวจึงมีส่วนช่วยในการทุ่นแรงได้อย่างดี ผู้ที่ต้องการทำ SEO จึงต้องฝึกใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด