ยุค 5G ทำไมต้องทำเว็บไซต์ SEO

ยุค 5G ทำไมต้องทำเว็บไซต์ SEO

ด้วยความก้าวหน้าของอินเทอร์เน็ตยุค 5G การทำ SEO จึงสำคัญกับเว็บไซต์ออนไลน์อย่างมาก เนื่องจากการมีการศึกษาว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกนิยมสืบค้นด้วย Search Engine อย่าง Yahoo, Bing และ Google เป็นจำนวนหลายล้านครั้งต่อวัน

ซึ่งเว็บไซต์ใดที่ปรากฏผลเป็นอันดับ 1-5 ในหน้าแรก จะมีโอกาส ขายสินค้าได้มาก ทำให้ลูกค้าใหม่ ๆ รู้จักแบรนด์ และเสริมความน่าเชื่อถือได้มากกว่า

หากต้องการให้เว็บไซต์ของคุณ ถูกได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการสืบค้นด้วยอินเทอร์เน็ตยุค 5G คุณจึงควรทำ ระบบ SEO หรือ Search Engine Optimization ให้เว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ

การทำ SEO ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ On-Page SEO และ Off-Page SEO มีหลักการ ดังนี้

1. On-Page SEO

เป็นการทำให้เว็บไซต์ที่ปรากฏแก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มีความน่าสนใจ โดดเด่น ทั้งด้านของสีสัน ตัวอักษร โลโก้ที่เป็นเอกลักษณ์ อ่านง่ายสบายตา นอกจากนี้ ต้องสื่อถึงแบรนด์ได้ดี เช่น หากคุณทำผลิตภัณฑ์น้ำยาซักผ้าเด็กออร์แกนิก ไม่มีสารเคมีเจือปน ก็ควรใช้สีเขียวหรือสีน้ำตาลอ่อน ที่สื่อถึงความเป็นมิตรและเป็นธรรมชาติ

นอกจากนี้ การออกแบบดีไซน์ให้ใช้งานง่ายทั้งในระบบคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโทรศัพท์มือถือ ก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้ลูกค้า เข้าถึงเว็บไซต์ของคุณเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เนื่องจาก 80% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 5G มาจากการใช้งานผ่านหน้าจอมือถือ

ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การวิจัย Keyword SEO เพื่อใช้ในการผลิตบทความ รวมถึง ใช้ในการตั้งชื่อเพจ รูปภาพ สื่อมัลติมีเดียอื่น ๆ สำหรับประกอบในแต่ละเพจ ซึ่งควรจะกำหนดไว้เพียงแค่ 1-2 Keyword SEO วางตำแหน่งกระจายให้ทั่วทั้งเพจ จะทำให้เว็บไซต์ถูกประมวลผลจากระบบ AI อัจฉริยะของ Search Engine ให้มีอันดับ SEO สูงขึ้น จนปรากฏเป็นอันดับบน ๆ ในหน้าต่างการสืบค้นได้

2. Off-Page SEO

เป็นส่วนของการเชื่อมโยงลิงค์เว็บไซต์ภายนอก เข้าสู่เว็บไซต์การธุรกิจของคุณ หรือ ที่เรียกว่า Backlink ซึ่งเทคนิคที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณไม่ถูกโดนแบนจากโลกออนไลน์ ก็คือ การแทรกตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มสนทนา โดยให้ข้อมูลหรือความเห็นที่เป็นข้อเท็จจริง

เช่น หากคุณขายเครื่องกรองน้ำ ก็ควรอยู่ในกลุ่มของผู้รักสุขภาพเมื่อมีผู้ที่สอบถามถึงการเลือกน้ำสะอาดในรูปแบบต่าง ๆ ดื่ม คุณก็สามารถที่จะให้ข้อมูลที่เป็นหลักวิชาความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ได้ เมื่อมีผู้ที่สนใจและเชื่อมั่นในความรู้และความจริงใจของคุณ ก็จะทำให้เกิดการสอบถามลิงค์ และก็เข้ามาเยี่ยมชม เพื่อสั่งสินค้าจากเว็บไซต์คุณนั่นเอง

ยุค 5G เป็นช่วงเวลาที่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างฐานลูกค้าได้ทั่วโลก ซึ่งการทำ SEO จะทำให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น หวังว่าทุกท่านจะเห็นความสำคัญของ SEO แล้วนำไปพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จได้ต่อไป

ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การวิจัย Keyword SEO

ค่าสถิติในการชมเว็บไซต์ เกี่ยวข้องกับการทำ SEO อย่างไร

ค่าสถิติในการชมเว็บไซต์ เกี่ยวข้องกับการทำ SEO อย่างไร

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการพัฒนาเว็บไซต์ที่ทำให้อันดับในการสืบค้นสูงขึ้น เช่น เป็น Top5 Top10 ในหน้าแรก ไม่ว่าจะเป็น Yahoo หรือ Google โดยไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาให้แก่ Search Engine เพียงแต่ต้องพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และมีการประชาสัมพันธ์โดยการแนะนำบอกต่อในโซเชียล

การทำ SEO เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ทำธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ ที่จะช่วยให้มีอันดับในการสืบค้นที่ดีขึ้น นำมาซึ่งโอกาสในการขายได้สูงและมีลูกค้าประจำในระยะยาว ในการพัฒนาเว็บไซต์ จะมีค่าสถิติที่ระบบจะทำการคำนวณให้ เพื่อจะได้นำมาวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการปรับปรุงเว็บไซต์ SEO ให้ดียิ่งขึ้น

ค่าสถิติ 3 ประเภทที่เกี่ยวข้องกับการทำเว็บไซต์ SEO ที่ควรทราบ คือ

1. ค่า CTR หรือ Click Through Rate เป็นสัดส่วนผู้สนใจคลิกเข้ามาชมในเว็บไซต์ของคุณ เมื่อมีการแสดงผลลัพธ์ในหน้าต่างการสืบค้น

เช่น เมื่อมีการพิมพ์หาเว็บไซต์ ด้วย Keyword ว่า ร้านขายดอกไม้รับปริญญาออนไลน์ จะปรากฏร้านขึ้นมา 10 ร้านในหน้าต่างการสืบค้น หากผู้ที่เห็นเว็บไซต์คุณคลิกเข้ามาชมก็จะทำให้ค่า CTR เพิ่มขึ้น หากมีการคลิกเข้ามาชมมาก หรือ CTR สูง ก็แสดงถึงมีโอกาสในการขายสินค้าได้มาก

การปรับปรุงเว็บไซต์ให้ค่า CTR เพิ่มขึ้น เริ่มจากการเลือกใช้หัวข้อที่เหมาะสม การใช้ Keyword ที่ตรงกับการสืบค้น หากมีส่วน Meta Description บรรยายเพจคร่าว ๆ ก็จะทำให้มีผู้คลิกเข้ามาอ่านเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณมากยิ่งขึ้น

2. ค่า Time On Site หมายถึงช่วงเวลา หรือความยาวนานที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายคลิกเข้ามาอ่านบทความในเว็บไซต์ของคุณ เปรียบเทียบว่าคนที่เข้ามาอยู่ในเพจเพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ 5-10 วินาทีแล้วก็คลิกออกไป ย่อมแสดงถึงเนื้อหาที่น่าสนใจน้อยกว่าเพจที่ทำให้ผู้ชมอยู่ได้ยาวนาน 5-10 นาที

ค่า Time On Site ที่มากขึ้น แสดงถึงการมีเนื้อหาสาระที่ตรงใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โอกาสในการขายก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง ซึ่งการเพิ่มค่านี้ทำได้จากการผลิตบทความที่มีเนื้อหาสาระชัดเจน ภาษาเหมาะสมและไม่มีการคัดลอกจากแหล่งอื่น

3. ค่า Bounce Rate คือ เป็นอัตราส่วนที่แสดงถึงความน่าสนใจของเนื้อหาบทความนั้น ๆ หากบทความมีเนื้อหาที่น่าสนใจมาก ก็จะทำให้คนไม่คลิกเปลี่ยนหน้าไปเพจอื่น ทั้งนี้ อาจเกิดจากมีภาพประกอบ หรือคลิปที่โดดเด่นในหน้านั้นก็เป็นได้ ดังนั้น หากพัฒนาเว็บไซต์ SEO แล้วทำให้ค่าสถิตินี้ดีขึ้น ก็แสดงว่าคุณมาถูกทางแล้ว

จะเห็นได้ว่า ค่าสถิติทั้ง 3 ประเภทนี้ มีความหมายต่อการพิจารณาปรับปรุงเว็บไซต์ SEO ที่มุ่งเน้นให้มีค่าตัวเลขสถิติที่ดียิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจให้แก่คู่แข่งรายอื่น

ค่าสถิติ 3 ประเภทที่เกี่ยวข้องกับการทำเว็บไซต์ SEO

ข้อดีข้อด้อย ของการทำ SEO ให้กับธุรกิจ

ข้อดีข้อด้อย ของการทำ SEO ให้กับธุรกิจ

การทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรก หรือเพื่อให้เป็นอันดับต้นๆ ในการค้นหา มีปัจจัยหลายอย่าง โดยอันดับแรกเราจำเป็นจะต้องกำหนดทิศทาง และกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เนื่องจากเมื่อเรากำหนดแนวทางที่ชัดเจนได้แล้วนั้น เราจะสามารถกำหนดคีย์เวิร์ด เพื่อที่จะสามารถช่วยให้ SEO ของเราได้ผลดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

และในการทำ SEO นั้น ก็มีทั้งข้อดี ข้อด้อย ดังนั้นเราจึงต้องศึกษาและวางแผนให้ดีเพื่อที่จะสามารถรับมือ และสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที เรามาดูกันว่า ข้อดี และข้อด้อยในการทำ SEO นั้นมีอะไรกันบ้าง

ข้อด้อยของการทำ SEO

การติดอันดับในหน้าแรกอาจไม่ได้ผล

การติดอันดับ 1 ใน 3 นั้นเป็นสิ่งที่คนทำเว็บต้องการเนื่องจากคนที่ต้องการค้นหาข้อมูลส่วนใหญ่ต้องการที่จะค้นหาและสนใจใน 3 ที่มาแรกของข้อมูลเท่านั้น และก็ไม่ง่ายเลยที่ข้อมูลนั้นจะติดหน้าแรก Google มีการปรับเปลี่ยนได้ตลอดอีกทั้งมีคู่แข่งหลายเจ้าด้วยกันที่ต้องการทำการตลาดด้วยการทำ SEO ที่เข้มข้นมากขึ้น

มีค่าใช้จ่ายในการทำ SEO

การที่จะทำข้อมูลแบบ SEO นั้นสิ่งที่ผู้ทำเว็บจะต้องทำคือการเสียค่าใช้จ่ายจากการทำ SEO มีทั้งที่เป็นรายเดือน รายหกเดือนหรือเป็นรายปีแล้วแต่ความต้องการของผู้ใช้เว็บแต่บางครั้งก็ไม่ได้การันตีว่าจะติดอันอับเนื่องจากต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ มากมายในการทำ SEO ให้ติดอันดับ

การทำ SEO ที่ดีอาจใช้เวลานาน

การที่ทำ SEO ในตอนแรกจะไม่ได้เห็นผลลัพธ์รวดเร็วเหมือนการทำการโปรโมทอื่น ๆ ต้องใช้เวลาในการทำพอสมควร โดยต้องมีการอัพเดทข้อมูลที่เป็นประโยชน์การปรับแต่งข้อมูลที่ดีอย่างต่อเนื่องซึ่งเตรียมปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของ Google ด้วย
จะต้องพัฒนาต่อเนื่องโดยไม่สามารถหยุดได้

เมื่อได้ทำการทำเว็บไซต์อย่างเป็นระบบอย่างการทำ SEO แล้วนั่นแปลว่าเว็บไซต์จะต้องมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถที่จะหยุดการพัฒนาได้ ดังนั้นการที่จะลงทุนในการจ้างงานทำ SEO จะต้องมีการวางแผนที่ดี

ข้อดีของการทำ SEO

สร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าและบริการ

จากการที่เป็นที่นิยมและติดอันดับในการค้นหา ทำให้มีกลุ่มคนดูมากขึ้น จึงเป็นที่น่าสนใจและมีความน่าเชื่อถือในการเข้าชมเว็บไซต์ที่มีผลต่อภาพลักษณ์และยอดขายที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

มีความเป็นมืออาชีพ

การที่มีการปรับแต่งภาพลักษณ์ที่ดีตามข้อกำหนดในการค้นหา ทำให้เว็บไซต์ที่ดีเป็นประโยชน์รองรับผู้เข้าชมได้มากขึ้น มีความเป็นมืออาชีพในการทำสินค้าหรือบริการที่ดีมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สร้างภาพลักษณ์การเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นโดยเฉพาะ

ประหยัดงบประมาณในการทำการตลาด

ในการทำ SEO ที่ดีจะสามารถช่วยในการประหยัดงบประมาณมากกว่าที่จะเสียค่าโฆษณาอื่น ๆ ทั้งนี้จะต้องวางแผนให้ดีในเรื่องของเว็บไซต์ คอนเทนต์ คีย์เวิร์ด และระบบการทำงานของ UI (User Interface) ในการค้นหาข้อมูลของลูกค้า

ทำให้การแข่งขันมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การทำเว็บไซต์ที่เป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าเพื่อเพิ่มยอดการรับชมเว็บไซต์ ที่สำคัญคือ การทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์และการบริการมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้ดูมีความน่าเชื่อถือพร้อมภาพลักษณ์ที่ดี ทำให้มีโอกาสมากขึ้นในการแข่งขันทางการตลาด

การทำ SEO มีทั้งข้อดี และข้อด้อย เจ้าของเว็บไซต์จะต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนที่จะทำ เนื่องจากมีทั้งเรื่องของค่าใช้จ่ายที่อาจเหมาะกับบางธุรกิจและอาจไม่ได้ผลในชั่วข้ามคืน แต่หากไม่หยุดพัฒนา เว็บไซต์ก็จะอยู่ในมาตรฐานและสามารถรักษาอันดับในผลการค้นหาได้อย่างต่อเนื่อง

การติดอันดับในหน้าแรกอาจไม่ได้ผล

ประโยชน์ของ E-mail Marketing ให้เว็บติดอันดับหน้าแรกในการทำ SEO

ประโยชน์ของ E-mail Marketing ให้เว็บติดอันดับหน้าแรกในการทำ SEO

ทุกวันนี้การใช้โซเชียลมีเดียเป็นที่นิยมแพร่หลายเพราะเป็นวิธีการที่ติดต่อกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนต่ำ ทำให้รูปแบบการใช้อีเมลดูเหมือนจะไม่ทันสมัยเอาเสียเลย แต่ความจริงแล้วยังคงมีประโยชน์อย่างสำคัญ ส่งผลในทางบวกต่อการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา (SEO) เพียงแต่ต้องปรับวิธีการให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม การโฆษณาทางอีเมลเป็นช่องทางการทำการตลาดออนไลน์ที่เพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์และสร้างยอดขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น พร้อมกับช่วยให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีขึ้นได้ ด้วยวิธีการเหล่านี้

1.ปรับแต่งเนื้อหาอีเมล

คัดกรองลูกค้าโดยพิจารณาความสนใจส่วนบุคคล แจ้งข่าวที่ตรงกับประวัติและความสนใจของลูกค้าเป้าหมาย เช่น ผู้รับชอบทำกิจกรรมวันหยุด จดหมายข่าวที่ส่งไปควรเป็นสินค้าหรือบริการที่มีแนวโน้มขายได้ เช่น โฆษณาเตาย่างบาร์บีคิว อุปกรณ์ทำสวน ผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน ข่าวสารต้องเน้นใจความสำคัญและนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเพื่อดึงดูดใจให้เข้าชมเว็บไซต์ของร้านค้า ช่วยขยายผล SEO ที่เป็นบวกมากขึ้น

2.เชื่อมโซเชียลมีเดียกับอีเมล

การตลาดทางอีเมลอย่างเดียวไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ควรมีลิงก์โซเชียลมีเดียเข้ากับอีเมลเป็นวิธีที่ดีสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ชอบแสดงความคิดเห็นและแชร์ข้อมูลได้ง่าย ๆ เนื้อหาอีเมลกระชับและน่าสนใจ กระตุ้นให้คนที่อ่านอีเมลสนใจเข้าไปอ่านเพิ่มเติมและแบ่งปันเนื้อหากับแพลตฟอร์มโซเชียลอื่น ๆ โดยมีลิงก์กลับมายังเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บได้อีกด้วย

3.เก็บเนื้อหาอีเมล Email Marketing ทั้งหมดในเว็บไซต์

เมื่อส่งโพสต์บล็อกหรือบทความทางอีเมลแล้ว ควรโพสต์เนื้อหาทั้งหมดลงในเว็บไซต์ ในกรณีที่มีปัญหาเปิดอ่านอีเมลบนอุปกรณ์มือถือไม่ได้ รวมถึงเป็นช่องทางสำรองสำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยเปิดกล่องจดหมาย แต่นิยมค้นหาข้อมูลในเครื่องมือค้นหามากกว่า ทำให้พบเนื้อหาน่าสนใจที่โพสต์ในเว็บไซต์ได้ง่าย ดังนั้นควรเลือกใช้คีย์เวิร์ดหลักทั้งในจดหมายข่าวและในหัวเรื่องบทความซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาบทความที่เกี่ยวข้องได้ดีขึ้น

ประโยชน์ของ E-mail Marketing

4.บริหารรายชื่อกลุ่มเป้าหมายในอีเมล

ตรวจสอบและคัดกรองรายชื่อในอีเมลเป็นประจำ เก็บชื่อผู้รับที่เปิดอ่านอีเมลและคลิกเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ พร้อมทั้งปรับปรุงเนื้อหาคอนเทนต์ให้ถูกใจ สร้างความสนใจในสินค้าและบริการเพื่อให้คลิกเข้าอ่านเนื้อหาออนไลน์ในภายหลัง เพิ่มคะแนนของการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์จัดลำดับดีขึ้น ส่วนคนที่ไม่เคยมีส่วนร่วมเลย เช่น ไม่เคยเปิดอ่านอีเมล ไม่คลิกลิงก์เข้าไปในเว็บไซต์ ให้ใช้ระบบการตลาดอัตโนมัติคัดรายชื่อคนกลุ่มนี้ออกไป ปัจจุบันมีเครื่องมือทางการตลาดมากมาย เช่น Salesforce Pardot เป็นระบบส่งอีเมลที่เช็คได้ว่าผลตอบรับเป็นอย่างไร รู้แน่ชัดว่าใครสนใจอ่านและคลิกลิงก์เข้าชมเว็บไซต์ การวิเคราะห์การตอบรับแบบนี้ช่วยพัฒนาการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำรายชื่อลูกค้าที่เปิดอ่านอีเมลและเข้าเว็บไซต์มาติดตามขยายผลต่อไป

5.สร้างความพอใจให้แชร์กันต่อ

จุดประสงค์ของการทำการตลาดผ่านอีเมลคือสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและเพิ่มโอกาสการขาย จึงไม่ควรใช้วิธีระดมส่งอีเมลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเสี่ยงถูกแจ้งเป็นสแปม ควรใช้อีเมลเป็นช่องทางแจ้งจดหมายข่าวพร้อมกับสร้างลิงก์กลับไปเว็บไซต์และกระตุ้นให้ผู้อ่านแชร์ข้อมูลออกไปให้ผู้คนเห็นมากมาย ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะคลิกเข้ามาอ่านในเว็บมากขึ้น ช่วยทำ SEO ให้เว็บไซต์ขึ้นอันดับที่ดีขึ้น

ทำไมการตลาดรุ่นใหม่จึงต้องทำ SEO

การทำ SEO จึงเป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์นักธุรกิจที่จะทำการตลาดในปัจจุบัน นิยมใช้ช่องทางออนไลน์เพราะให้ความสะดวกรวดเร็วและใช้ต้นทุนที่ต่ำ ไม่จำเป็นต้องเช่าพื้นที่หน้าร้านก็ได้ลูกค้าจากในและต่างประเทศได้ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ตลอด 24 ชั่วโมง

การทำ SEO จึงเป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่มีคนศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้อย่างมาก ผู้ที่ทำการตลาดรุ่นใหม่ที่ต้องการประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขายและผู้ติดตาม จึงควรทำการศึกษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อที่จะแข่งขันกับคู่แข่งทางการค้ารายอื่นได้ดีขึ้น

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ Search Engine อย่าง Yahoo และ Google กำหนดไว้ ได้แก่

1. การทำบทความ SEO ที่มีเนื้อหาน่าสนใจให้ประโยชน์แก่ผู้อ่าน มีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างประเทศ ข่าวสารมีความทันสมัยและไม่มีการคัดลอกทำซ้ำจากแหล่งอื่น

2. การเลือก Keyword ที่เหมาะสมกับสินค้า และผ่านการวิจัยว่าตรงกับที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายพิมพ์ค้นหาในช่อง Search ของ Search Engine เพื่อให้มีโอกาสถูกสืบค้นเจอได้มากขึ้น ทั้งนี้ มีสองแบบ คือ Short Tail และ Long Tail Keywords ที่คุณเลือกใช้ได้ โดยปัจจุบันแนะนำให้ใช้เป็น Long Tail Keyword คือ การใช้ Keyword ผสมกันหลายคำ เพื่อให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น เช่น ใช้ คำว่า ร้านขายดอกไม้ออนไลน์ราคาถูกกรุงเทพ แทนการใช้คำว่า ร้านดอกไม้ออนไลน์ เป็นต้น

3. การผลิตสื่อมัลติมีเดียที่ช่วยส่งเสริมการขายได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ ควรเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่มีบุคลิกน่าสนใจ มีเทคนิคการพูดเชิญชวนหรือรีวิวสินค้าที่เป็นข้อเท็จจริง ฯลฯ จะทำให้ได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในการเข้ามาชม และสอบถามข้อมูลสินค้ามากกว่า การถ่ายเป็นภาพประกอบ หรือเป็นบทความที่มีเนื้อหายาว ทั้งนี้ มีการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตยุคปัจจุบัน จะใช้เวลาในการอ่านข้อมูลเพียงแค่ 3 ถึง 5 นาที เท่านั้น การที่มีเนื้อหายาวมากเกินไปก็จะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

4. การเชื่อมโยงลิงก์ของเว็บไซต์ภายนอกเข้ามาสู่เว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณ จะทำให้ได้ขยายฐานลูกค้าเป็นวงกว้างมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ เช่น การไปตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้าและบริการในห้องแชทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใน Facebook ห้องคุยในสังคม Pantip หรือเว็บไซต์ต่างประเทศ หากคุณสามารถแสดงความรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่กลุ่มคนในห้องแชทกำลังให้ความสนใจ พร้อมกับแนบ Link เว็บไซต์ของคุณได้ ก็มีโอกาสสูงที่จะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทำไมการตลาดรุ่นใหม่จึงต้องทำ SEO

จะเห็นได้ว่า เทคนิคการทำ SEO ที่กล่าวมา หากผสมผสานและปรับใช้กับสินค้าและบริการอย่างเหมาะสม จะทำให้เว็บไซต์มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หวังว่าบทความนี้ จะทำให้คุณสามารถปรับใช้ SEO กับธุรกิจ เพื่อให้เติบโตดีบรรลุเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

การใช้ Word Press กับ SEO คืออะไร

การใช้ Word Press กับ SEO คืออะไร

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นวิธีการทำการตลาดออนไลน์ที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากทำให้เว็บไซต์ถูกจัดอันดับได้ดีในหน้าต่างการสืบค้น ทำให้มี กลุ่มเป้าหมายเข้ามาซื้อสินค้าและบริการจากเว็บไซต์มากขึ้น

การใช้ Word Press ในการทำ SEO เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับได้ดียิ่งขึ้นโดยมีวิธีการพื้นฐานในการทำ ดังนี้

1. Word Press สามารถที่จะแปลง Title หรือ Keyword SEO ที่เลือกในการเขียนบทความ ไปเปลี่ยน URL Address ได้แบบอัตโนมัติ โดยเลือกตั้งค่าไว้ที่ Permalinks

2. คลิกที่ช่อง Heading แล้วใส่ Keyword ลงไป และเติมส่วนประกอบให้เข้ากันกับหัวข้อใหญ่หรือ Title ให้มากที่สุด ซึ่งอาจมี Heading ได้ถึง 4 หัวข้อย่อย เพื่อที่จะทำให้  Search Engine วิเคราะห์คุณภาพเว็บไซต์ได้ดีขึ้น

3. คลิกที่ช่องย่อย ๆ ของการเน้นคำหรือประโยคสำคัญที่เข้ากับคีย์เวิร์ด SEO ทั้งทำตัวอักษรให้หนา ทำตัวอักษรแบบเอียงไปข้างหลัง เพิ่มการขีดเส้นใต้ เพื่อให้ Search Engine  วิเคราะห์ว่าคำเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในบทความ แต่ก็ไม่ควรเน้นมากเกินไป จนกระทั่งทำให้ระบบคิดว่าเป็นบทความสแปม ที่เน้นใส่คีย์เวิร์ดแบบไม่เป็นธรรมชาติ เพราะจะทำให้ถูกลดอันดับให้ตกลงไป

4. การใส่รูปภาพใน Word Press  จะมีช่องที่เขียนว่า Alternative Text ให้ใส่คีย์เวิร์ด SEO และรายละเอียดที่สำคัญในการทำให้ระบบ AI เข้าใจได้ว่าเป็นภาพเกี่ยวกับอะไร ซึ่งในช่องด้านล่างจะมีส่วนของ Advanced Options หรือการใส่ข้อมูลเพิ่มเติมพิเศษ ในช่องย่อยว่า Image Title Attribute ที่สามารถระบุคีย์เวิร์ดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้

5. การใส่ Link ใน Word Press ให้ไปที่ช่อง Insert/edit link ซึ่งจะมีช่องให้ Search ว่าจะให้ลิ้งค์ไปที่หน้าไหน ทำให้เพิ่มความสะดวกในการเชื่อมโยงหลาย ๆ หน้า นอกจากนี้ ไม่ควรใช้คำว่า “คลิกที่นี่”  เป็นการทำลิงค์ ควรทำเป็นประโยคโดยใส่หัวข้อเป็นลิ้งค์แทน เช่น “ความหมายของจำนวนดอกกุหลาบ” ที่เมื่อในการใช้งานจริง พอเอาลูกศรไปวาง ก็จะกลายเป็นลิงค์ ที่คลิกแล้วก็สามารถเชื่อมโยงไปอีกหน้าหนึ่งได้

6. ในช่อง Featured image และ Excerpt มีไว้สำหรับการแสดงแบบย่อให้ผู้อ่านกลุ่มเป้าหมายเข้าใจว่าถ้าคลิกเข้ามาจะเจอเนื้อหาบทความเกี่ยวกับอะไร ซึ่งถ้าไม่ระบุ ระบบ Word Press จะนำย่อหน้าที่หนึ่งของบทความขึ้นมาแสดงในหน้าต่างการสืบค้นเมื่อมีการหาใน Google, Yahoo

การทํา SEO ด้วย Word Press ช่วยประหยัดเวลาในการทำเว็บไซต์ SEO ได้ ซึ่งทำให้นักธุรกิจออนไลน์มีโอกาสประสบความสำเร็จในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์มากขึ้น ทั้งนี้ต้องมีการปรับปรุงในส่วนโครงสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย สวยงามดึงดูดใจลูกค้าจึงจะมียอดขายสินค้าที่ดีขึ้นตามไปด้วย

การใช้ Word Press กับ SEO

สิ่งที่ทุกคนต้องรู้ ก่อนจะเริ่มต้นทำ SEO

สิ่งที่ทุกคนต้องรู้ ก่อนจะเริ่มต้นทำ SEO

การทำเว็บไซต์ออนไลน์เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะทำให้เข้าถึงลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมียอดการขายเกิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากการเชื่อมโยงด้วยระบบอินเตอร์เน็ตที่มีความรวดเร็วในการส่งข้อมูล ซึ่งการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ด้วยการทำ SEO เป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะจะทำให้ถูกจัดอันดับดีขึ้นจาก Search Engine เพิ่มโอกาสประสบการณ์ขายสินค้าและมีลูกค้ามากขึ้นได้

ก่อนการทำ SEO นักธุรกิจออนไลน์ควรจะทำการศึกษาในประเด็นต่อไปนี้

1. Keyword ที่จะใช้ในการทำ SEO ควรจะมาจากการวิจัยแล้วพบว่าเป็นคำที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณนิยมพิมพ์ใน Google Search เพื่อสืบค้นหา เช่น ที่พักจังหวัดสงขลา โฮมสเตย์สงขลา รีสอร์ทเชียงใหม่ เป็นต้น หากเลือก keyword ได้ถูกต้องก็จะทำให้เมื่อลูกค้าสืบค้น จะมีโอกาสเห็นข้อมูลจากเว็บไซต์คุณก่อนคู่แข่งธุรกิจเจ้าอื่นได้

2. ตำแหน่งในการใส่ keyword ควรใส่ keyword ในตำแหน่งต่าง ๆ ของเว็บไซต์อย่างเหมาะสม ได้แก่

– ในบทความ ควรใส่ keyword อย่างน้อย 2 ถึง 3 ครั้งกระจายทั่วไป ทั้งบทนำ กลางเนื้อหาและสรุป และไม่ควรจะยัดเยียด Keyword ลงไปจนอ่านข้อความแล้วไม่เป็นธรรมชาติ

– ส่วน Meta-Description จะเป็นการสรุปว่าในหน้าเพจนี้อ่านแล้วจะได้เนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง

– ใส่ในชื่อ URL Address เพื่อทำให้ตรงกับเนื้อหามากขึ้น

3. เสริมประสิทธิภาพของ SEO ด้วยการทำ Google AdWords กรณีที่ต้องการให้เว็บไซต์ติดตลาดเร็ว มีการแสดงในหน้าต่างการโฆษณาได้อย่างแน่นอน เพื่อให้เพิ่มโอกาสการขายสินค้าและบริการได้อย่างมาก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำ Google AdWords ควบคู่ไปกับการทำ SEO ด้วย โดย Google AdWords ก็จะเป็นการซื้อพื้นที่โฆษณาหรือประมูลพื้นที่ด้านบนของหน้าจอการสืบค้น แต่หากมีคู่แข่งที่ใช้ keyword เดียวกันเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะทำให้มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้สูงขึ้น ทั้งนี้เมื่อมีการคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ทุกครั้งนั้น เจ้าของธุรกิจก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้ Search Engine ด้วยซึ่งเรียกการคิดค่าใช้จ่ายแบบนี้ว่า Pay Per Click

4. การสร้างลิงก์เชื่อมโยงหรือ Backlink จะมีประโยชน์ในการเพิ่มจำนวนฐานลูกค้าจากเว็บไซต์ภายนอกได้ เช่น หากคุณไปตอบคำถามเอาไว้เกี่ยวกับการเลือกซื้อแอร์ปรับอากาศและแปะลิงก์ของเว็บไซต์คุณไว้ (โดยที่คุณทำบริษัทขาย เครื่องปรับอากาศอยู่) ก็จะทำให้มีโอกาสที่ผู้อ่านการตอบคำถามของคุณ จะคลิกเข้ามาตามลิงก์ที่คุณให้ไว้นั่นเอง จึงเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าที่มากขึ้น

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั้นมีเทคนิคที่หลากหลาย เป็นสิ่งที่นักทำธุรกิจออนไลน์ควรจะศึกษาก่อนการเริ่มธุรกิจ จึงจะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในธุรกิจได้ดี

สิ่งที่ทุกคนรู้ ก่อนจะเริ่มต้นทำ SEO

จะทำเว็บไซต์ SEO ให้บูมในปี 2019 ห้ามพลาดอะไรบ้าง

จะทำเว็บไซต์ SEO ให้บูมในปี 2019 ห้ามพลาดอะไรบ้าง

SEO หรือ search engine optimization เป็นสิ่งที่จำเป็นมากในช่วง 2-3 ปีมานี้ ในการที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกวิเคราะห์ด้วยระบบ algorithm ของ search engine ไม่ว่าจะเป็นYahoo หรือ Google แล้วให้ได้ผลลัพธ์การจัดอันดับที่สูงขึ้นเป็น Top Five Top Ten อยู่เสมอ และหากคุณอยากพัฒนาเว็บไซต์ SEO ให้บูมได้ในปี 2019 มีอะไรบ้างที่คุณห้ามพลาด มาดูกันเลย

จะทำเว็บไซต์ SEO ให้บูมในปี 2019 ห้ามอะไรบ้าง

การเพิ่มสื่อมัลติมิเดีย และรูปภาพ สินค้าจริง

นอกจากการทำ Content SEO ที่มีคุณภาพสูงแล้ว การทำ Photo Album หรือสร้างสื่อมัลติมิเดียที่เผยให้เห็นกระบวนการผลิต เป็นเรื่องราวของสินค้าและบริการ จากศูนย์จนได้เป็นสินค้าสำเร็จรูปสู่มือลูกค้า จะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ของคุณให้แลดู Premium มีอัตลักษณ์และมีภาพลักษณ์ที่เป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ในส่วนของรูปถ่ายจริงก็มีความสำคัญมาก เพราะผู้บริโภคต้องการที่จะเห็นรายละเอียดได้ใกล้เคียงให้มากที่สุดกับการเห็นสินค้าจริง และเพื่อเทียบเคียงกับสินค้าประเภทเดียวกันจากแบรนด์อื่น ๆ หากคุณขายโทรศัพท์มือถือ ก็ควรจะมีทั้งภาพด้านหน้า ด้านหลัง มุมข้าง มุมเฉียงหรือภาพแบบหมุนได้ 360 องศา ที่มีการถ่ายทำอย่างมืออาชีพ โดยต้องคิดเสมอว่า “ทุกองศาของภาพมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า”

ต้องเพิ่มส่วนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

การให้โอกาสผู้ใช้สินค้าและบริการจริง ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนะผ่านทาง community forum จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเก็บข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาสินค้าและบริการของบริษัทคุณให้ดียิ่งขึ้นในระยะยาว

ส่วนนี้จึงควรบรรจุอยู่ในแพลตฟอร์มของเว็บไซต์ SEO ยุคใหม่ ปี 2019 ที่ต้องมีการจัดทีมงานตอบกลับลูกค้าไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำหรือติชมอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจและสัมผัสได้ถึงความใส่ใจที่แบรนด์ของคุณมีต่อลูกค้าอย่างจริงใจ

การนำ AI มาใช้เพื่อผู้บกพร่องทางการมองเห็น

นอกจากส่วนเนื้อหาและโครงสร้างหลักแล้ว การทำเว็บไซต์ SEO ให้บูม ยังรวมไปถึงการใช้ AI ที่ทำให้ผู้พิการทางสายตาสามารถเข้าใจคอนเทนต์ที่นำเสนอได้ดียิ่งขึ้น (ตอนนี้ Facebook ได้นำทีมพัฒนาในส่วนนี้ไปแล้ว)

ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ห้ามมองข้าม เพราะเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งจะมีปัญหาสุขภาพทางดวงตาตามวัย นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเว็บไซต์แบบใหม่ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้สูงวัยกว่าครึ่งค่อนโลกในอนาคตอันใกล้ด้วย

จะทำเว็บไซต์ SEO ให้บูม ห้ามพลาดอะไรบ้าง

การทำเว็บไซต์ SEO ให้บูมได้ในปี 2019 ไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงติดตามเทรนด์และกระแสความต้องการของผู้บริโภคทั้งจากในประเทศและต่างประเทศที่เชื่อมโยงถึงกันในเพียงชั่วพริบตา แล้วไม่รอช้า นำไปผลิตผลงานอัพเดทขึ้นบนเว็บไซต์เป็นประจำ เพียงเท่านี้ก็เชื่อว่าอันดับของเว็บไซต์คุณจะดียิ่งขึ้น จากการสืบค้นผ่าน search engine อย่างแน่นอน

มีอะไรใหม่ที่ต้องคิดทำเพิ่มในเว็บไซต์ SEO ปี 2019

มีอะไรใหม่ที่ต้องคิดทำเพิ่มในเว็บไซต์ SEO ปี 2019

ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา การทำ SEO เป็นงานที่ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับระบบการสืบค้นของ search engine ที่มีการตรวจตราอย่างเข้มข้นควบคู่กับการนำเสนอ content SEO ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค ทั้งความทันสมัยของเนื้อหาและเทคนิคการนำเสนอที่แปลกใหม่น่าสนใจ

การเกาะกระแสแฟชั่นเทรนด์ดังในสังคมและการติดตามการเคลื่อนไหวในวงการเทคโนโลยี เช่น ระบบการสืบค้นด้วยเสียง หรือ voice search เป็นสิ่งที่นักพัฒนาเว็บไซต์และผู้รับจ้างทำ SEO ต้องคำนึงถึง ซึ่งในปี 2019 จะมีสิ่งใดที่ต้องคิดในงาน SEO อีกบ้าง เรามาดูพร้อมกันเลย

การรับมือกับการตรวจสอบด้วย AI หรือ Artificial Intelligence

การที่เว็บไซต์เพื่อการสืบค้นชื่อดังทั่วโลกอย่างกูเกิ้ล ได้มีการนำระบบตรวจสอบหรือตรวจจับคุณภาพอย่าง RankBrain มาใช้ หรือในเว็บไซต์ Bing ก็ คือ Rank Net อันเป็นเว็บไซต์ยอดนิยมของชาวจีนที่มีประชากรล้นหลาม ซึ่งสัมพันธ์กับอำนาจในการซื้อสูง ทำให้ต้องเน้นที่คุณภาพของเนื้อหา content SEO ในส่วนของสาระสำคัญ ลักษณะภาษาที่ใช้ และการสอดแทรกแนวคิดทางจิตวิทยามากยิ่งขึ้น

ซึ่งแม้ว่าระบบการตรวจสอบและอัลกอริทึ่มของเว็บไซต์ search engine เหล่านี้ จะเป็นความลับ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการมีระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด (ทำให้ไร้กังวลเรื่องการผูกขาดผลการสืบค้นและการโจรกรรมข้อมูล) ผู้พัฒนาเว็บไซต์และนักทำ SEO ก็ยังต้องมุ่งหน้าสร้างสรรค์ content SEO ที่มีคุณภาพ และมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์หรือ unique ต่อไป

การรับมือกับระบบสั่งการแบบรวดเร็วอัจฉริยะ อย่าง Voice search

การค้นหาด้วยเสียงเป็นสิ่งที่หลายคนคาดการณ์ไว้มาหลายปีว่าจะเป็นที่นิยม และมีการขยายแนวทางการใช้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงระยะหลังที่มีการผลิตสินค้าและ อุปกรณ์ด้านไอที่ในชีวิตประจำวันมารองรับคำสั่งเสียง หลายธุรกิจการค้าและบริการจึงเริ่มมีการใช้คำสั่งเสียงในการสืบค้นมากยิ่งขึ้น รวมถึงในเว็บไซต์สืบค้นชื่อดังอย่างกูเกิ้ลด้วย

ดังนั้น การทำเว็บไซต์ SEO ในอนาคต จึงต้องเพิ่ม function พิเศษในการตอบโจทย์คำสั่งเสียง เพื่อภาพลักษณ์ที่ทันสมัย มีความสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์คำสั่งเสียงของผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้นด้วย

การทำรูปภาพที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับการประกอบเว็บไซต์ SEO

ในช่วง ปี 2019 ลูกค้าต้องการเห็นความน่าเชื่อถือของ content ธุรกิจทั้งในส่วนของเนื้อหาและรูปภาพที่สัมพันธ์กับภาพลักษณ์ของธุรกิจที่แบรนด์ได้ทำโฆษณา หรือประชาสัมพันธ์ไว้ จึงมีแนวโน้มสูงที่นักพัฒนาเว็บไซต์และผู้ทำงานสาย SEO จะต้องสร้างผลงานที่ตอบโจทย์เทคโนโลยี Image recognition เพื่อการสืบค้นภาพประกอบเหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า การทำเว็บไซต์ SEO ในปี 2019 ให้ประสบความสำเร็จยังมีอีกหลายประเด็นที่ท้าทายนักธุรกิจและผู้ทำงานสายไอที่ให้ต้องใส่ใจ กำหนดทิศทาง และพัฒนาฝีมือให้ตรงใจและตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

8 สิ่งที่คุณจะพลาดหากไม่ทำเว็บไซต์ระบบ SEO

จะจ้างบริษัททำ SEO อย่างไรให้ตอบโจทย์ธุรกิจ

8 สิ่งที่คุณจะพลาดหากไม่ทำเว็บไซต์ระบบ SEO

การทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับท็อป 5 ท็อป 10 ได้ ต้องอาศัยการสะสมข้อมูลจากบทความคุณภาพและการปรับปรุงส่วนโครงสร้างและลิ้งค์ให้มีคุณลักษณะตามเกณฑ์ของ search engine ดังนั้นการเลือกบริษัทที่รับจ้างทำ SEO ในปัจจุบันจึงเป็นที่ต้องไตร่ตรองอย่างมาก เพราะหากได้ทีมงานที่ขาดคุณภาพก็เท่ากับจะต้องเสียเวลาและเสียลูกค้าให้กับคู่แข่งทางธุรกิจเจ้าอื่นไปอย่างง่ายดาย

ในด้านหลักการทำ SEO ในปัจจุบันนั้น บริษัทที่มีความชำนาญในการทำ SEO จะไม่เน้นที่จำนวนของชิ้นงานที่โพสต์แต่อย่างใด ตรงกันข้ามจะใส่ใจที่คุณภาพของบทความที่มีลักษณะการเขียนที่โดดเด่น มีแนวการเขียนหรือสไตล์ที่ตรงกับธีมที่วางไว้ของบริษัททำให้ ทั้งยังต้องมีรูปประกอบและสื่อมัลติมีเดียที่สัมพันธ์กับเนื้อความ สามารถส่งเสริมการขายสินค้าของบริษัทได้เป็นอย่างดี

ส่วนแง่ของการติดตามผลการทำ SEO ทางบริษัทที่รับจ้างทำ SEO มักมีการทำเป็นรายงานนำเสนอรายวันและรายสัปดาห์เพื่อให้ผู้จ้างงานได้เช็คความเคลื่อนไหวของเว็บไซต์ผ่านตารางตัวเลขเชิงเทคนิคและเส้นกราฟแนวโน้มต่าง ๆ ทำให้คาดการณ์อนาคตได้ทั้งระยะสั้นและยาว รวมถึงทำให้เกิดการคิดโปรโมชั่นใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนการขายและเสริมสร้างภาพลักษณ์ทางธุรกิจที่ดียิ่งขึ้น

คุณจะพลาดหากไม่ทำเว็บไซต์ระบบ SEO

และสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ บริษัทที่รับจ้างทำ SEO มักทำเป็นรูปแบบสัญญารายหกเดือนถึงหนึ่งปี ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในการจัดอับดับการค้นหา ทั้งนี้แนะนำว่าหากยังไม่มั่นใจในผลลัพธ์หรือแนวทางในการทำ SEO ควรเลือกทำสัญญาระยะสั้นดูก่อน เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายและสามารถย้ายบริษัททำ SEO ได้เมื่อครบกำหนดสัญญา

อย่างไรก็ตาม เมื่อจ้างทำ SEO แล้วก็จำเป็นต้องมีการติดตามผลงานด้วย กรณีจ้างทำเว็บไซต์ SEO ที่มีคุณภาพ ล้วนต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ทั้งนี้ ขึ้นกับสถานการณ์การแข่งขันในท้องตลาด หรือความดุเดือดของวงการซื้อขายสินค้านั้น ๆ เช่น การโรงแรม กิจการทัวร์ การท่องเที่ยว มักมีความนิยมจองตั๋ว จองทัวร์หรือจองห้องพักมากเป็นพิเศษในบางเทศกาลและฤดูกาล อาจต้องใช้เวลาเป็นปีในการดูผลลัพธ์อย่างรอบด้านครบทุกฤดูกาลตลอด 365 วัน

และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ นักธุรกิจออนไลน์ยังต้องเรียนรู้เทคนิคทางการตลาดรูปแบบอื่น ๆ ทั้งที่มีอยู่แล้ว เช่น SEM WordAds ฯลฯ รวมถึงกลยุทธ์ใหม่ ๆ ในอนาคตที่จะมาตอบโจทย์การสืบค้นทาง search engine ได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการค้นหารูปภาพ วิดีโอ บทความ หรือข่าวสาร ที่มีคีย์เวิร์ดสัมพันธ์กับสินค้าและบริการในธุรกิจคุณ

จะเห็นได้ว่าการชิงชัยอันดับต้น ๆ ในการสืบค้นเว็บไซต์และการได้เปรียบทางการธุรกิจต้องใช้การสั่งสมประสบการณ์ทางการตลาด รวมถึงสะสมดาต้าในระบบไอทีอย่างสม่ำเสมอ เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของเว็บไซต์ออนไลน์ทุกท่านในการเลือกจ้างบริษัททำ SEO ที่ตอบโจทย์ธุรกิจอย่างแท้จริง

พลาดหากไม่ทำเว็บไซต์ระบบ SEO