อยากให้เว็บไซต์ดาวน์โหลดเร็วขึ้น เพิ่มอันดับ SEO ทำอย่างไรดี

อยากให้เว็บไซต์ดาวน์โหลดเร็วขึ้น เพิ่มอันดับ SEO ทำอย่างไรดี

การทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์ถูกค้นเจอง่ายจาก Google สร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มยอดการขายได้ ซึ่งนอกจาการปรับโครงสร้างภายในเว็บไซต์และการทำลิงก์เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ภายนอกแล้ว การแก้ไขความบกพร่องด้านความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูล ยังสำคัญต่อผลการประเมิน SEO ด้วย

เทคนิคในการเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์ที่ทำให้อันดับ SEO สูงขึ้นได้

1. การเลือก hosting สำหรับการเปิดเว็บไซต์

การเปิดเว็บไซต์ออนไลน์ เราจำเป็นต้องเช่าพื้นที่ทรัพยากรและมีผู้จัดการงานหลังบ้าน ซึ่งบริษัทที่ให้บริการ hosting มีอยู่หลายรูปแบบ หากเลือกแบบ shared hosting จะมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด แต่จำเป็นต้องมีการใช้ทรัพยากรในเชิงเทคนิคร่วมกัน อาจจะทำให้ประสบปัญหาการดาวน์โหลดข้อมูลต่าง ๆ ล่าช้าได้ กูรูการตลาดแนะนำให้เลือกโฮสติ้งแบบมืออาชีพ เช่น WP Engine และ Cloudways ซึ่งเป็น hosting ที่มีระบบที่มีประสิทธิภาพและมีผู้เชี่ยวชาญดูแล Server ให้อย่างดี

2. การเลือกติดตั้งปลั๊กอิน

การทำเว็บไซต์ SEO จะใช้โปรแกรม WordPress ในการวิเคราะห์และพัฒนาคุณภาพขององค์ประกอบต่าง ๆ ในเว็บไซต์ ซึ่งหากมีการดาวน์โหลดปลั๊กอินมาใช้งานคู่กัน จะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการมากขึ้นได้ แต่ก็ไม่ควรดาวน์โหลดปลั๊กอินเกิน 10 รายการ เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรของเครื่องและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายด้วย ตัวอย่างปลั๊กอินที่กูรูด้านการตลาดแนะนำ คือ คือ Yoast SEO สำหรับการวิเคราะห์ keyword และคุณภาพของบทความ Easy Social share buttons สำหรับการนำเสนอบทความลงไปในแพลตฟอร์มโซเชียลหลากหลายแบบพร้อมกัน เป็นต้น

3. การปรับขนาดและรายละเอียดรูปภาพ

การอัพเดทรูปภาพที่มีขนาดใหญ่มากเกินจำเป็น นอกจากจะเปลืองทรัพยากรในระบบทำให้ดาวน์โหลดช้าแล้ว ยังส่งผลลบต่อความประทับใจของผู้เข้ามาเยี่ยมชม website ด้วย แม้จะมีรูปถ่ายที่มีการกำหนดค่าความละเอียดสูง แต่ก็สามารถใช้โปรแกรมปรับให้รูปมีไฟล์เล็กลง ลดความละเอียดได้ เช่น โปรแกรม photoscape และ pixlr Express ซึ่งทั้งสองโปรแกรมมีข้อดี คือ ไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายในการใช้งาน การลดขนาดรูปให้มีไฟล์เล็กกว่า 200 KB จะช่วยให้ใช้เวลาในการดาวน์โหลดข้อมูลต่าง ๆ น้อยลงอย่างมาก และทำให้อันดับ SEO เพิ่มขึ้นจากความนิยมใช้งานของกลุ่มเป้าหมาย

เทคนิคในการเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์

จะเห็นได้ว่าเทคนิคที่กล่าวมานั้น สามารถช่วยให้ระยะเวลาในการดาวน์โหลดข้อมูลน้อยลงได้ หากทำร่วมกันก็จะยิ่งเห็นผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งการเพิ่มอันดับการสืบค้นจาก Google ในระบบ SEO ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน จึงเพิ่มค่าปริมาณผู้ชมที่เข้ามาหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการต่าง ๆ บ่อยขึ้น ทำให้แบรนด์หรือเว็บไซต์เป็นที่จดจำได้เร็ว ส่งผลให้มียอดขายสินค้าและบริการที่สูงขึ้นตามมาในที่สุด

บริษัทรับทำ SEO แบบไหนที่อันตราย

สิ่งที่ควรไตร่ตรองก่อนจ้างทำ SEO

การทำ SEO ตามระบบ search engine optimization เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการเว็บไซต์ออนไลน์ทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะจะทำให้เสริมประสิทธิภาพการขายสินค้าและบริการได้ดียิ่งขึ้น จากการประเมินด้วยระบบ algorithm ใน Google ที่จะแสดงผลการค้นหาในหน้าแรก ซึ่งเป็นผลจากการทำ SEO ที่ดี และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดเตือนว่าผู้จะจ้าง บริษัทรับทำ SEO ต้องใส่ใจในคุณภาพและมาตรฐานหลากหลายด้าน หากบริษัทใดที่มีข้อเสนอหรือรายละเอียดต่อไปนี้เป็นบริษัทที่อันตราย คุณไม่ควรจ้างงานอย่างยิ่ง

สิ่งที่ควรไตร่ตรองก่อนจ้างทำ SEO

1. การันตีผลว่าจะทำให้เว็บไซต์อยู่ที่อันดับ 1

การทำ SEO จะไม่สามารถรับรองผลการจัดอันดับของระบบ algorithm ที่มีความซับซ้อนมากได้ การทำ SEO อย่างต่อเนื่อง จะทำได้ได้ผลดีที่สุด คืออยู่ในหน้าที่ 1 ของหน้าต่างการสืบค้น หากทำ SEO ได้อย่างสม่ำเสมอและสินค้าถูกใจผู้บริโภค จึงจะได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าสูง อาจทำให้ได้ขึ้นถึงอันดับ Top 5 หรือ Top 10 ของคีย์เวิร์ดนั้น ๆ บริษัทใดที่อ้างว่าทำได้ติดอันดับที่ 1 จึงเสี่ยงต่อการที่คุณจะถูกหลอกลวงหรือใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้เว็บไซต์ถูกแบนจากระบบได้

2. คิดค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าปกติ

การทำ SEO จำเป็นต้องมีการดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ในการแก้ไขปรับปรุงในส่วนของโครงสร้างเว็บไซต์ที่เรียกว่า on-page SEO การแก้ไขลิงก์ที่มีปัญหา เช่น ผิดพลาดในตัวสะกดหรือการเชื่อมโยงไปสู่เว็บไซต์ที่ใช้งานไม่ได้แล้ว ตลอดจนการผลิตบทความ SEO การสร้างสื่อมัลติมีเดียต่าง ๆ ที่ส่งเสริมให้ดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย สิ่งเหล่านี้มีต้นทุนค่าใช้จ่าย ขอให้ผู้ที่คิดจะจ้างทำ SEO จึงควรสืบราคาในท้องตลาดเพื่อเทียบราคากลางที่เหมาะสมด้วย หากบริษัทใดที่คิดค่าบริการต่ำผิดปกติก็ควรหลีกเลี่ยง

3. บริษัทที่ไม่น่าเชื่อถือ

มีข้อมูลบริษัทคลุมเครือไม่ชัดเจน เช่น ที่ตั้ง เบอร์โทรศัพท์ เลขทะเบียนพาณิชย์ เป็นต้น การพิจารณาความน่าเชื่อถือของบริษัทจะช่วยให้มั่นใจมากขึ้นก่อนตัดสินใจจ้างงาน เริ่มจากเว็บไซต์รับงานที่มีการลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชน มีการจดทะเบียนการค้าเป็นเอกสารราชการสแกนให้เห็นอย่างชัดเจน มีชื่อที่อยู่เบอร์ติดต่อได้สะดวก รวมถึง ควรมีผลการรีวิวจากประสบการณ์ผู้จ้างงานทำ SEO จริง ๆ ในอดีต ซึ่งสามารถเช็คได้จากกลุ่มสังคมโซเชียลโดยการใช้อีเมลของบริษัทรับทำ SEO เบอร์โทรศัพท์ รวมถึงชื่อนามสกุลผู้รับผิดชอบ ชื่อบริษัทในการตรวจสอบ เพื่อลดโอกาสถูกหลอกลวงให้สูญเงินไปโดยเปล่าประโยชน์

การเลือกบริษัททำ SEO ที่ผิดพลาดจะทำให้เสียทั้งเงินและทำให้เสียโอกาสการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งความรวดเร็วในการแข่งขันเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการอยู่รอดของทุกบริษัทในภาวะเศรษฐกิจยุค 2019 หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านใส่ใจการเลือกบริษัท ทำ SEO ที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงบริษัทที่ไม่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเติบโตได้อย่างดีต่อไป

บริษัทรับทำ SEO แบบไหนที่อันตราย

จะจ้างบริษัททำ SEO ทั้งที ต้องรู้รอบด้าน

จะจ้างบริษัททำ SEO ทั้งที ต้องรู้รอบด้าน

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ในปัจจุบันได้รับความนิยมมาก เพราะเป็นช่องทางที่สร้างยอดขายได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหากมีการพัฒนาเว็บไซต์เป็นระบบ SEO หรือ search engine optimization ตามที่ Google กำหนดแล้ว ก็จะยิ่งทำให้มีอันดับสูงขึ้นในหน้าต่างการสืบค้น จึงเพิ่มอำนาจการแข่งขันเหนือเว็บไซต์อื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี

การเลือกบริษัททำ SEO ที่มีคุณภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการหรือเจ้าของเว็บไซต์ควรมีความรู้พื้นฐานรอบด้านและมีความระมัดระวังในการเลือกบริษัทดังต่อไปนี้

1. ต้องรู้ธรรมชาติของผลลัพธ์ SEO

การทำ SEO เป็นการแก้ไขโครงสร้าง เชื่อมลิงก์และสะสมข้อมูลที่อัปเดตใหม่และถูกต้องตามเกณฑ์ของ Google จึงจะทำให้ระบบ algorithm วิเคราะห์ได้ผลที่ดีขึ้น จึงต้องใช้ระยะเวลาในการทำนานมากกว่า 1-2 เดือน และไม่สามารถที่จะล็อกอันดับของเว็บไซต์ได้ หากบริษัทรับจ้างทำ SEO บริษัทใดอ้างว่าสามารถทำให้อันดับสูงขึ้นได้ในเวลารวดเร็ว 1-2 สัปดาห์ และล็อกให้อยู่ในอันดับที่หนึ่งได้ตลอด ย่อมเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงอย่างแน่นอน

2. ลำดับในการพัฒนาเว็บไซต์ SEO

การพัฒนาเว็บไซต์แบบมืออาชีพ ต้องเริ่มมาจากส่วนพื้นฐาน คือ การปรับที่โครงสร้างของเว็บไซต์ ที่เรียกว่า On-Page SEO ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่จะมีทีมงานที่มีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหานี้ และยังต้องมีการตรวจสอบความผิดพลาดในการเชื่อมโยงลิงก์ในอดีต ก่อนการเพิ่มข้อมูลใหม่ เช่น การผลิตสื่อหรือบทความ โดยเลือก keyword ที่เหมาะสม หากบริษัทมีขั้นตอนในการทำอย่างมืออาชีพ ก็มั่นใจได้ว่าอันดับเว็บไซต์ของคุณจะเพิ่มสูงขึ้น และสร้างยอดขายสินค้าที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

3. ค่าใช้จ่าย

บริษัทรับทำ SEO จะมีการคิดค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันตามผลลัพธ์ที่การันตีและประสบการณ์ความชำนาญของทีมงาน ซึ่งธุรกิจแต่ละกลุ่มจะมีอัตราการแข่งขันที่มากน้อยต่างกัน เช่น การกระตุ้นการท่องเที่ยวหรือการโรงแรม การซื้อขายสินค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ สินค้าแฟชั่น ฯลฯ หากมีอัตราการแข่งขันสูงก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าและใช้ระยะเวลานานกว่าในการพัฒนาเว็บไซต์แบบ SEO หากต้องการได้ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมที่สุด ควรจะสอบถามราคาเพื่อเปรียบเทียบระหว่างหลายบริษัท และพิจารณาบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด

4. สัญญาทางกฎหมาย

การทำ SEO โดยทั่วไปใช้ระยะเวลาในการเห็นผล (ทั้งด้านจำนวนลูกค้าและรายได้ที่เพิ่มขึ้น) ชัดเจนที่ระยะ 3-6 เดือนขึ้นไป และหากต้องการให้อันดับอยู่อย่างต่อเนื่องก็ต้องมีการทำอย่างสม่ำเสมอ จึงต้องมีการทำสัญญาที่ให้ผลทางกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ในสัญญาควรจะมีการระบุชัดเจนว่า หากไม่สามารถทำได้ตามข้อตกลงร่วมกัน จะมีค่าชดเชยอย่างไรให้แก่เจ้าของเว็บไซต์บ้าง เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบในภายหลังด้วย

การเลือกบริษัททำ SEO ที่มีคุณภาพ

จะเห็นได้ว่า การเลือกบริษัททำ SEO จะต้องมีความรู้อย่างรอบด้าน ทั้งในการทำ SEO และในด้านกฎหมาย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ และทำให้ได้รับประโยชน์จากการทำ SEO อย่างครบถ้วนในเวลาที่คาดหวัง จึงจะทำให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเติบโตอย่างยั่งยืนได้ต่อไป

ยุค 5G ทำไมต้องทำเว็บไซต์ SEO

ยุค 5G ทำไมต้องทำเว็บไซต์ SEO

ด้วยความก้าวหน้าของอินเทอร์เน็ตยุค 5G การทำ SEO จึงสำคัญกับเว็บไซต์ออนไลน์อย่างมาก เนื่องจากการมีการศึกษาว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกนิยมสืบค้นด้วย Search Engine อย่าง Yahoo, Bing และ Google เป็นจำนวนหลายล้านครั้งต่อวัน

ซึ่งเว็บไซต์ใดที่ปรากฏผลเป็นอันดับ 1-5 ในหน้าแรก จะมีโอกาส ขายสินค้าได้มาก ทำให้ลูกค้าใหม่ ๆ รู้จักแบรนด์ และเสริมความน่าเชื่อถือได้มากกว่า

หากต้องการให้เว็บไซต์ของคุณ ถูกได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการสืบค้นด้วยอินเทอร์เน็ตยุค 5G คุณจึงควรทำ ระบบ SEO หรือ Search Engine Optimization ให้เว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ

การทำ SEO ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ On-Page SEO และ Off-Page SEO มีหลักการ ดังนี้

1. On-Page SEO

เป็นการทำให้เว็บไซต์ที่ปรากฏแก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มีความน่าสนใจ โดดเด่น ทั้งด้านของสีสัน ตัวอักษร โลโก้ที่เป็นเอกลักษณ์ อ่านง่ายสบายตา นอกจากนี้ ต้องสื่อถึงแบรนด์ได้ดี เช่น หากคุณทำผลิตภัณฑ์น้ำยาซักผ้าเด็กออร์แกนิก ไม่มีสารเคมีเจือปน ก็ควรใช้สีเขียวหรือสีน้ำตาลอ่อน ที่สื่อถึงความเป็นมิตรและเป็นธรรมชาติ

นอกจากนี้ การออกแบบดีไซน์ให้ใช้งานง่ายทั้งในระบบคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโทรศัพท์มือถือ ก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้ลูกค้า เข้าถึงเว็บไซต์ของคุณเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เนื่องจาก 80% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 5G มาจากการใช้งานผ่านหน้าจอมือถือ

ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การวิจัย Keyword SEO เพื่อใช้ในการผลิตบทความ รวมถึง ใช้ในการตั้งชื่อเพจ รูปภาพ สื่อมัลติมีเดียอื่น ๆ สำหรับประกอบในแต่ละเพจ ซึ่งควรจะกำหนดไว้เพียงแค่ 1-2 Keyword SEO วางตำแหน่งกระจายให้ทั่วทั้งเพจ จะทำให้เว็บไซต์ถูกประมวลผลจากระบบ AI อัจฉริยะของ Search Engine ให้มีอันดับ SEO สูงขึ้น จนปรากฏเป็นอันดับบน ๆ ในหน้าต่างการสืบค้นได้

2. Off-Page SEO

เป็นส่วนของการเชื่อมโยงลิงค์เว็บไซต์ภายนอก เข้าสู่เว็บไซต์การธุรกิจของคุณ หรือ ที่เรียกว่า Backlink ซึ่งเทคนิคที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณไม่ถูกโดนแบนจากโลกออนไลน์ ก็คือ การแทรกตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มสนทนา โดยให้ข้อมูลหรือความเห็นที่เป็นข้อเท็จจริง

เช่น หากคุณขายเครื่องกรองน้ำ ก็ควรอยู่ในกลุ่มของผู้รักสุขภาพเมื่อมีผู้ที่สอบถามถึงการเลือกน้ำสะอาดในรูปแบบต่าง ๆ ดื่ม คุณก็สามารถที่จะให้ข้อมูลที่เป็นหลักวิชาความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ได้ เมื่อมีผู้ที่สนใจและเชื่อมั่นในความรู้และความจริงใจของคุณ ก็จะทำให้เกิดการสอบถามลิงค์ และก็เข้ามาเยี่ยมชม เพื่อสั่งสินค้าจากเว็บไซต์คุณนั่นเอง

ยุค 5G เป็นช่วงเวลาที่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างฐานลูกค้าได้ทั่วโลก ซึ่งการทำ SEO จะทำให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น หวังว่าทุกท่านจะเห็นความสำคัญของ SEO แล้วนำไปพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จได้ต่อไป

ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การวิจัย Keyword SEO

ค่าสถิติในการชมเว็บไซต์ เกี่ยวข้องกับการทำ SEO อย่างไร

ค่าสถิติในการชมเว็บไซต์ เกี่ยวข้องกับการทำ SEO อย่างไร

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการพัฒนาเว็บไซต์ที่ทำให้อันดับในการสืบค้นสูงขึ้น เช่น เป็น Top5 Top10 ในหน้าแรก ไม่ว่าจะเป็น Yahoo หรือ Google โดยไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาให้แก่ Search Engine เพียงแต่ต้องพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และมีการประชาสัมพันธ์โดยการแนะนำบอกต่อในโซเชียล

การทำ SEO เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ทำธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ ที่จะช่วยให้มีอันดับในการสืบค้นที่ดีขึ้น นำมาซึ่งโอกาสในการขายได้สูงและมีลูกค้าประจำในระยะยาว ในการพัฒนาเว็บไซต์ จะมีค่าสถิติที่ระบบจะทำการคำนวณให้ เพื่อจะได้นำมาวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการปรับปรุงเว็บไซต์ SEO ให้ดียิ่งขึ้น

ค่าสถิติ 3 ประเภทที่เกี่ยวข้องกับการทำเว็บไซต์ SEO ที่ควรทราบ คือ

1. ค่า CTR หรือ Click Through Rate เป็นสัดส่วนผู้สนใจคลิกเข้ามาชมในเว็บไซต์ของคุณ เมื่อมีการแสดงผลลัพธ์ในหน้าต่างการสืบค้น

เช่น เมื่อมีการพิมพ์หาเว็บไซต์ ด้วย Keyword ว่า ร้านขายดอกไม้รับปริญญาออนไลน์ จะปรากฏร้านขึ้นมา 10 ร้านในหน้าต่างการสืบค้น หากผู้ที่เห็นเว็บไซต์คุณคลิกเข้ามาชมก็จะทำให้ค่า CTR เพิ่มขึ้น หากมีการคลิกเข้ามาชมมาก หรือ CTR สูง ก็แสดงถึงมีโอกาสในการขายสินค้าได้มาก

การปรับปรุงเว็บไซต์ให้ค่า CTR เพิ่มขึ้น เริ่มจากการเลือกใช้หัวข้อที่เหมาะสม การใช้ Keyword ที่ตรงกับการสืบค้น หากมีส่วน Meta Description บรรยายเพจคร่าว ๆ ก็จะทำให้มีผู้คลิกเข้ามาอ่านเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณมากยิ่งขึ้น

2. ค่า Time On Site หมายถึงช่วงเวลา หรือความยาวนานที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายคลิกเข้ามาอ่านบทความในเว็บไซต์ของคุณ เปรียบเทียบว่าคนที่เข้ามาอยู่ในเพจเพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ 5-10 วินาทีแล้วก็คลิกออกไป ย่อมแสดงถึงเนื้อหาที่น่าสนใจน้อยกว่าเพจที่ทำให้ผู้ชมอยู่ได้ยาวนาน 5-10 นาที

ค่า Time On Site ที่มากขึ้น แสดงถึงการมีเนื้อหาสาระที่ตรงใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โอกาสในการขายก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง ซึ่งการเพิ่มค่านี้ทำได้จากการผลิตบทความที่มีเนื้อหาสาระชัดเจน ภาษาเหมาะสมและไม่มีการคัดลอกจากแหล่งอื่น

3. ค่า Bounce Rate คือ เป็นอัตราส่วนที่แสดงถึงความน่าสนใจของเนื้อหาบทความนั้น ๆ หากบทความมีเนื้อหาที่น่าสนใจมาก ก็จะทำให้คนไม่คลิกเปลี่ยนหน้าไปเพจอื่น ทั้งนี้ อาจเกิดจากมีภาพประกอบ หรือคลิปที่โดดเด่นในหน้านั้นก็เป็นได้ ดังนั้น หากพัฒนาเว็บไซต์ SEO แล้วทำให้ค่าสถิตินี้ดีขึ้น ก็แสดงว่าคุณมาถูกทางแล้ว

จะเห็นได้ว่า ค่าสถิติทั้ง 3 ประเภทนี้ มีความหมายต่อการพิจารณาปรับปรุงเว็บไซต์ SEO ที่มุ่งเน้นให้มีค่าตัวเลขสถิติที่ดียิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจให้แก่คู่แข่งรายอื่น

ค่าสถิติ 3 ประเภทที่เกี่ยวข้องกับการทำเว็บไซต์ SEO

ข้อดีข้อด้อย ของการทำ SEO ให้กับธุรกิจ

ข้อดีข้อด้อย ของการทำ SEO ให้กับธุรกิจ

การทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรก หรือเพื่อให้เป็นอันดับต้นๆ ในการค้นหา มีปัจจัยหลายอย่าง โดยอันดับแรกเราจำเป็นจะต้องกำหนดทิศทาง และกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เนื่องจากเมื่อเรากำหนดแนวทางที่ชัดเจนได้แล้วนั้น เราจะสามารถกำหนดคีย์เวิร์ด เพื่อที่จะสามารถช่วยให้ SEO ของเราได้ผลดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

และในการทำ SEO นั้น ก็มีทั้งข้อดี ข้อด้อย ดังนั้นเราจึงต้องศึกษาและวางแผนให้ดีเพื่อที่จะสามารถรับมือ และสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที เรามาดูกันว่า ข้อดี และข้อด้อยในการทำ SEO นั้นมีอะไรกันบ้าง

ข้อด้อยของการทำ SEO

การติดอันดับในหน้าแรกอาจไม่ได้ผล

การติดอันดับ 1 ใน 3 นั้นเป็นสิ่งที่คนทำเว็บต้องการเนื่องจากคนที่ต้องการค้นหาข้อมูลส่วนใหญ่ต้องการที่จะค้นหาและสนใจใน 3 ที่มาแรกของข้อมูลเท่านั้น และก็ไม่ง่ายเลยที่ข้อมูลนั้นจะติดหน้าแรก Google มีการปรับเปลี่ยนได้ตลอดอีกทั้งมีคู่แข่งหลายเจ้าด้วยกันที่ต้องการทำการตลาดด้วยการทำ SEO ที่เข้มข้นมากขึ้น

มีค่าใช้จ่ายในการทำ SEO

การที่จะทำข้อมูลแบบ SEO นั้นสิ่งที่ผู้ทำเว็บจะต้องทำคือการเสียค่าใช้จ่ายจากการทำ SEO มีทั้งที่เป็นรายเดือน รายหกเดือนหรือเป็นรายปีแล้วแต่ความต้องการของผู้ใช้เว็บแต่บางครั้งก็ไม่ได้การันตีว่าจะติดอันอับเนื่องจากต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ มากมายในการทำ SEO ให้ติดอันดับ

การทำ SEO ที่ดีอาจใช้เวลานาน

การที่ทำ SEO ในตอนแรกจะไม่ได้เห็นผลลัพธ์รวดเร็วเหมือนการทำการโปรโมทอื่น ๆ ต้องใช้เวลาในการทำพอสมควร โดยต้องมีการอัพเดทข้อมูลที่เป็นประโยชน์การปรับแต่งข้อมูลที่ดีอย่างต่อเนื่องซึ่งเตรียมปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของ Google ด้วย
จะต้องพัฒนาต่อเนื่องโดยไม่สามารถหยุดได้

เมื่อได้ทำการทำเว็บไซต์อย่างเป็นระบบอย่างการทำ SEO แล้วนั่นแปลว่าเว็บไซต์จะต้องมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถที่จะหยุดการพัฒนาได้ ดังนั้นการที่จะลงทุนในการจ้างงานทำ SEO จะต้องมีการวางแผนที่ดี

ข้อดีของการทำ SEO

สร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าและบริการ

จากการที่เป็นที่นิยมและติดอันดับในการค้นหา ทำให้มีกลุ่มคนดูมากขึ้น จึงเป็นที่น่าสนใจและมีความน่าเชื่อถือในการเข้าชมเว็บไซต์ที่มีผลต่อภาพลักษณ์และยอดขายที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

มีความเป็นมืออาชีพ

การที่มีการปรับแต่งภาพลักษณ์ที่ดีตามข้อกำหนดในการค้นหา ทำให้เว็บไซต์ที่ดีเป็นประโยชน์รองรับผู้เข้าชมได้มากขึ้น มีความเป็นมืออาชีพในการทำสินค้าหรือบริการที่ดีมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สร้างภาพลักษณ์การเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นโดยเฉพาะ

ประหยัดงบประมาณในการทำการตลาด

ในการทำ SEO ที่ดีจะสามารถช่วยในการประหยัดงบประมาณมากกว่าที่จะเสียค่าโฆษณาอื่น ๆ ทั้งนี้จะต้องวางแผนให้ดีในเรื่องของเว็บไซต์ คอนเทนต์ คีย์เวิร์ด และระบบการทำงานของ UI (User Interface) ในการค้นหาข้อมูลของลูกค้า

ทำให้การแข่งขันมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การทำเว็บไซต์ที่เป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าเพื่อเพิ่มยอดการรับชมเว็บไซต์ ที่สำคัญคือ การทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์และการบริการมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้ดูมีความน่าเชื่อถือพร้อมภาพลักษณ์ที่ดี ทำให้มีโอกาสมากขึ้นในการแข่งขันทางการตลาด

การทำ SEO มีทั้งข้อดี และข้อด้อย เจ้าของเว็บไซต์จะต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนที่จะทำ เนื่องจากมีทั้งเรื่องของค่าใช้จ่ายที่อาจเหมาะกับบางธุรกิจและอาจไม่ได้ผลในชั่วข้ามคืน แต่หากไม่หยุดพัฒนา เว็บไซต์ก็จะอยู่ในมาตรฐานและสามารถรักษาอันดับในผลการค้นหาได้อย่างต่อเนื่อง

การติดอันดับในหน้าแรกอาจไม่ได้ผล

ประโยชน์ของ E-mail Marketing ให้เว็บติดอันดับหน้าแรกในการทำ SEO

ประโยชน์ของ E-mail Marketing ให้เว็บติดอันดับหน้าแรกในการทำ SEO

ทุกวันนี้การใช้โซเชียลมีเดียเป็นที่นิยมแพร่หลายเพราะเป็นวิธีการที่ติดต่อกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนต่ำ ทำให้รูปแบบการใช้อีเมลดูเหมือนจะไม่ทันสมัยเอาเสียเลย แต่ความจริงแล้วยังคงมีประโยชน์อย่างสำคัญ ส่งผลในทางบวกต่อการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา (SEO) เพียงแต่ต้องปรับวิธีการให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม การโฆษณาทางอีเมลเป็นช่องทางการทำการตลาดออนไลน์ที่เพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์และสร้างยอดขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น พร้อมกับช่วยให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีขึ้นได้ ด้วยวิธีการเหล่านี้

1.ปรับแต่งเนื้อหาอีเมล

คัดกรองลูกค้าโดยพิจารณาความสนใจส่วนบุคคล แจ้งข่าวที่ตรงกับประวัติและความสนใจของลูกค้าเป้าหมาย เช่น ผู้รับชอบทำกิจกรรมวันหยุด จดหมายข่าวที่ส่งไปควรเป็นสินค้าหรือบริการที่มีแนวโน้มขายได้ เช่น โฆษณาเตาย่างบาร์บีคิว อุปกรณ์ทำสวน ผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน ข่าวสารต้องเน้นใจความสำคัญและนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเพื่อดึงดูดใจให้เข้าชมเว็บไซต์ของร้านค้า ช่วยขยายผล SEO ที่เป็นบวกมากขึ้น

2.เชื่อมโซเชียลมีเดียกับอีเมล

การตลาดทางอีเมลอย่างเดียวไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ควรมีลิงก์โซเชียลมีเดียเข้ากับอีเมลเป็นวิธีที่ดีสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ชอบแสดงความคิดเห็นและแชร์ข้อมูลได้ง่าย ๆ เนื้อหาอีเมลกระชับและน่าสนใจ กระตุ้นให้คนที่อ่านอีเมลสนใจเข้าไปอ่านเพิ่มเติมและแบ่งปันเนื้อหากับแพลตฟอร์มโซเชียลอื่น ๆ โดยมีลิงก์กลับมายังเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บได้อีกด้วย

3.เก็บเนื้อหาอีเมล Email Marketing ทั้งหมดในเว็บไซต์

เมื่อส่งโพสต์บล็อกหรือบทความทางอีเมลแล้ว ควรโพสต์เนื้อหาทั้งหมดลงในเว็บไซต์ ในกรณีที่มีปัญหาเปิดอ่านอีเมลบนอุปกรณ์มือถือไม่ได้ รวมถึงเป็นช่องทางสำรองสำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยเปิดกล่องจดหมาย แต่นิยมค้นหาข้อมูลในเครื่องมือค้นหามากกว่า ทำให้พบเนื้อหาน่าสนใจที่โพสต์ในเว็บไซต์ได้ง่าย ดังนั้นควรเลือกใช้คีย์เวิร์ดหลักทั้งในจดหมายข่าวและในหัวเรื่องบทความซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาบทความที่เกี่ยวข้องได้ดีขึ้น

ประโยชน์ของ E-mail Marketing

4.บริหารรายชื่อกลุ่มเป้าหมายในอีเมล

ตรวจสอบและคัดกรองรายชื่อในอีเมลเป็นประจำ เก็บชื่อผู้รับที่เปิดอ่านอีเมลและคลิกเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ พร้อมทั้งปรับปรุงเนื้อหาคอนเทนต์ให้ถูกใจ สร้างความสนใจในสินค้าและบริการเพื่อให้คลิกเข้าอ่านเนื้อหาออนไลน์ในภายหลัง เพิ่มคะแนนของการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์จัดลำดับดีขึ้น ส่วนคนที่ไม่เคยมีส่วนร่วมเลย เช่น ไม่เคยเปิดอ่านอีเมล ไม่คลิกลิงก์เข้าไปในเว็บไซต์ ให้ใช้ระบบการตลาดอัตโนมัติคัดรายชื่อคนกลุ่มนี้ออกไป ปัจจุบันมีเครื่องมือทางการตลาดมากมาย เช่น Salesforce Pardot เป็นระบบส่งอีเมลที่เช็คได้ว่าผลตอบรับเป็นอย่างไร รู้แน่ชัดว่าใครสนใจอ่านและคลิกลิงก์เข้าชมเว็บไซต์ การวิเคราะห์การตอบรับแบบนี้ช่วยพัฒนาการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำรายชื่อลูกค้าที่เปิดอ่านอีเมลและเข้าเว็บไซต์มาติดตามขยายผลต่อไป

5.สร้างความพอใจให้แชร์กันต่อ

จุดประสงค์ของการทำการตลาดผ่านอีเมลคือสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและเพิ่มโอกาสการขาย จึงไม่ควรใช้วิธีระดมส่งอีเมลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเสี่ยงถูกแจ้งเป็นสแปม ควรใช้อีเมลเป็นช่องทางแจ้งจดหมายข่าวพร้อมกับสร้างลิงก์กลับไปเว็บไซต์และกระตุ้นให้ผู้อ่านแชร์ข้อมูลออกไปให้ผู้คนเห็นมากมาย ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะคลิกเข้ามาอ่านในเว็บมากขึ้น ช่วยทำ SEO ให้เว็บไซต์ขึ้นอันดับที่ดีขึ้น

ทำไมการตลาดรุ่นใหม่จึงต้องทำ SEO

การทำ SEO จึงเป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์นักธุรกิจที่จะทำการตลาดในปัจจุบัน นิยมใช้ช่องทางออนไลน์เพราะให้ความสะดวกรวดเร็วและใช้ต้นทุนที่ต่ำ ไม่จำเป็นต้องเช่าพื้นที่หน้าร้านก็ได้ลูกค้าจากในและต่างประเทศได้ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ตลอด 24 ชั่วโมง

การทำ SEO จึงเป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่มีคนศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้อย่างมาก ผู้ที่ทำการตลาดรุ่นใหม่ที่ต้องการประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขายและผู้ติดตาม จึงควรทำการศึกษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อที่จะแข่งขันกับคู่แข่งทางการค้ารายอื่นได้ดีขึ้น

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ Search Engine อย่าง Yahoo และ Google กำหนดไว้ ได้แก่

1. การทำบทความ SEO ที่มีเนื้อหาน่าสนใจให้ประโยชน์แก่ผู้อ่าน มีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างประเทศ ข่าวสารมีความทันสมัยและไม่มีการคัดลอกทำซ้ำจากแหล่งอื่น

2. การเลือก Keyword ที่เหมาะสมกับสินค้า และผ่านการวิจัยว่าตรงกับที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายพิมพ์ค้นหาในช่อง Search ของ Search Engine เพื่อให้มีโอกาสถูกสืบค้นเจอได้มากขึ้น ทั้งนี้ มีสองแบบ คือ Short Tail และ Long Tail Keywords ที่คุณเลือกใช้ได้ โดยปัจจุบันแนะนำให้ใช้เป็น Long Tail Keyword คือ การใช้ Keyword ผสมกันหลายคำ เพื่อให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น เช่น ใช้ คำว่า ร้านขายดอกไม้ออนไลน์ราคาถูกกรุงเทพ แทนการใช้คำว่า ร้านดอกไม้ออนไลน์ เป็นต้น

3. การผลิตสื่อมัลติมีเดียที่ช่วยส่งเสริมการขายได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ ควรเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่มีบุคลิกน่าสนใจ มีเทคนิคการพูดเชิญชวนหรือรีวิวสินค้าที่เป็นข้อเท็จจริง ฯลฯ จะทำให้ได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในการเข้ามาชม และสอบถามข้อมูลสินค้ามากกว่า การถ่ายเป็นภาพประกอบ หรือเป็นบทความที่มีเนื้อหายาว ทั้งนี้ มีการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตยุคปัจจุบัน จะใช้เวลาในการอ่านข้อมูลเพียงแค่ 3 ถึง 5 นาที เท่านั้น การที่มีเนื้อหายาวมากเกินไปก็จะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

4. การเชื่อมโยงลิงก์ของเว็บไซต์ภายนอกเข้ามาสู่เว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณ จะทำให้ได้ขยายฐานลูกค้าเป็นวงกว้างมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ เช่น การไปตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้าและบริการในห้องแชทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใน Facebook ห้องคุยในสังคม Pantip หรือเว็บไซต์ต่างประเทศ หากคุณสามารถแสดงความรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่กลุ่มคนในห้องแชทกำลังให้ความสนใจ พร้อมกับแนบ Link เว็บไซต์ของคุณได้ ก็มีโอกาสสูงที่จะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทำไมการตลาดรุ่นใหม่จึงต้องทำ SEO

จะเห็นได้ว่า เทคนิคการทำ SEO ที่กล่าวมา หากผสมผสานและปรับใช้กับสินค้าและบริการอย่างเหมาะสม จะทำให้เว็บไซต์มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หวังว่าบทความนี้ จะทำให้คุณสามารถปรับใช้ SEO กับธุรกิจ เพื่อให้เติบโตดีบรรลุเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

การใช้ Word Press กับ SEO คืออะไร

การใช้ Word Press กับ SEO คืออะไร

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นวิธีการทำการตลาดออนไลน์ที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากทำให้เว็บไซต์ถูกจัดอันดับได้ดีในหน้าต่างการสืบค้น ทำให้มี กลุ่มเป้าหมายเข้ามาซื้อสินค้าและบริการจากเว็บไซต์มากขึ้น

การใช้ Word Press ในการทำ SEO เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับได้ดียิ่งขึ้นโดยมีวิธีการพื้นฐานในการทำ ดังนี้

1. Word Press สามารถที่จะแปลง Title หรือ Keyword SEO ที่เลือกในการเขียนบทความ ไปเปลี่ยน URL Address ได้แบบอัตโนมัติ โดยเลือกตั้งค่าไว้ที่ Permalinks

2. คลิกที่ช่อง Heading แล้วใส่ Keyword ลงไป และเติมส่วนประกอบให้เข้ากันกับหัวข้อใหญ่หรือ Title ให้มากที่สุด ซึ่งอาจมี Heading ได้ถึง 4 หัวข้อย่อย เพื่อที่จะทำให้  Search Engine วิเคราะห์คุณภาพเว็บไซต์ได้ดีขึ้น

3. คลิกที่ช่องย่อย ๆ ของการเน้นคำหรือประโยคสำคัญที่เข้ากับคีย์เวิร์ด SEO ทั้งทำตัวอักษรให้หนา ทำตัวอักษรแบบเอียงไปข้างหลัง เพิ่มการขีดเส้นใต้ เพื่อให้ Search Engine  วิเคราะห์ว่าคำเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในบทความ แต่ก็ไม่ควรเน้นมากเกินไป จนกระทั่งทำให้ระบบคิดว่าเป็นบทความสแปม ที่เน้นใส่คีย์เวิร์ดแบบไม่เป็นธรรมชาติ เพราะจะทำให้ถูกลดอันดับให้ตกลงไป

4. การใส่รูปภาพใน Word Press  จะมีช่องที่เขียนว่า Alternative Text ให้ใส่คีย์เวิร์ด SEO และรายละเอียดที่สำคัญในการทำให้ระบบ AI เข้าใจได้ว่าเป็นภาพเกี่ยวกับอะไร ซึ่งในช่องด้านล่างจะมีส่วนของ Advanced Options หรือการใส่ข้อมูลเพิ่มเติมพิเศษ ในช่องย่อยว่า Image Title Attribute ที่สามารถระบุคีย์เวิร์ดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้

5. การใส่ Link ใน Word Press ให้ไปที่ช่อง Insert/edit link ซึ่งจะมีช่องให้ Search ว่าจะให้ลิ้งค์ไปที่หน้าไหน ทำให้เพิ่มความสะดวกในการเชื่อมโยงหลาย ๆ หน้า นอกจากนี้ ไม่ควรใช้คำว่า “คลิกที่นี่”  เป็นการทำลิงค์ ควรทำเป็นประโยคโดยใส่หัวข้อเป็นลิ้งค์แทน เช่น “ความหมายของจำนวนดอกกุหลาบ” ที่เมื่อในการใช้งานจริง พอเอาลูกศรไปวาง ก็จะกลายเป็นลิงค์ ที่คลิกแล้วก็สามารถเชื่อมโยงไปอีกหน้าหนึ่งได้

6. ในช่อง Featured image และ Excerpt มีไว้สำหรับการแสดงแบบย่อให้ผู้อ่านกลุ่มเป้าหมายเข้าใจว่าถ้าคลิกเข้ามาจะเจอเนื้อหาบทความเกี่ยวกับอะไร ซึ่งถ้าไม่ระบุ ระบบ Word Press จะนำย่อหน้าที่หนึ่งของบทความขึ้นมาแสดงในหน้าต่างการสืบค้นเมื่อมีการหาใน Google, Yahoo

การทํา SEO ด้วย Word Press ช่วยประหยัดเวลาในการทำเว็บไซต์ SEO ได้ ซึ่งทำให้นักธุรกิจออนไลน์มีโอกาสประสบความสำเร็จในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์มากขึ้น ทั้งนี้ต้องมีการปรับปรุงในส่วนโครงสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย สวยงามดึงดูดใจลูกค้าจึงจะมียอดขายสินค้าที่ดีขึ้นตามไปด้วย

การใช้ Word Press กับ SEO

สิ่งที่ทุกคนต้องรู้ ก่อนจะเริ่มต้นทำ SEO

สิ่งที่ทุกคนต้องรู้ ก่อนจะเริ่มต้นทำ SEO

การทำเว็บไซต์ออนไลน์เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะทำให้เข้าถึงลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมียอดการขายเกิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากการเชื่อมโยงด้วยระบบอินเตอร์เน็ตที่มีความรวดเร็วในการส่งข้อมูล ซึ่งการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ด้วยการทำ SEO เป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะจะทำให้ถูกจัดอันดับดีขึ้นจาก Search Engine เพิ่มโอกาสประสบการณ์ขายสินค้าและมีลูกค้ามากขึ้นได้

ก่อนการทำ SEO นักธุรกิจออนไลน์ควรจะทำการศึกษาในประเด็นต่อไปนี้

1. Keyword ที่จะใช้ในการทำ SEO ควรจะมาจากการวิจัยแล้วพบว่าเป็นคำที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณนิยมพิมพ์ใน Google Search เพื่อสืบค้นหา เช่น ที่พักจังหวัดสงขลา โฮมสเตย์สงขลา รีสอร์ทเชียงใหม่ เป็นต้น หากเลือก keyword ได้ถูกต้องก็จะทำให้เมื่อลูกค้าสืบค้น จะมีโอกาสเห็นข้อมูลจากเว็บไซต์คุณก่อนคู่แข่งธุรกิจเจ้าอื่นได้

2. ตำแหน่งในการใส่ keyword ควรใส่ keyword ในตำแหน่งต่าง ๆ ของเว็บไซต์อย่างเหมาะสม ได้แก่

– ในบทความ ควรใส่ keyword อย่างน้อย 2 ถึง 3 ครั้งกระจายทั่วไป ทั้งบทนำ กลางเนื้อหาและสรุป และไม่ควรจะยัดเยียด Keyword ลงไปจนอ่านข้อความแล้วไม่เป็นธรรมชาติ

– ส่วน Meta-Description จะเป็นการสรุปว่าในหน้าเพจนี้อ่านแล้วจะได้เนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง

– ใส่ในชื่อ URL Address เพื่อทำให้ตรงกับเนื้อหามากขึ้น

3. เสริมประสิทธิภาพของ SEO ด้วยการทำ Google AdWords กรณีที่ต้องการให้เว็บไซต์ติดตลาดเร็ว มีการแสดงในหน้าต่างการโฆษณาได้อย่างแน่นอน เพื่อให้เพิ่มโอกาสการขายสินค้าและบริการได้อย่างมาก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำ Google AdWords ควบคู่ไปกับการทำ SEO ด้วย โดย Google AdWords ก็จะเป็นการซื้อพื้นที่โฆษณาหรือประมูลพื้นที่ด้านบนของหน้าจอการสืบค้น แต่หากมีคู่แข่งที่ใช้ keyword เดียวกันเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะทำให้มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้สูงขึ้น ทั้งนี้เมื่อมีการคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ทุกครั้งนั้น เจ้าของธุรกิจก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้ Search Engine ด้วยซึ่งเรียกการคิดค่าใช้จ่ายแบบนี้ว่า Pay Per Click

4. การสร้างลิงก์เชื่อมโยงหรือ Backlink จะมีประโยชน์ในการเพิ่มจำนวนฐานลูกค้าจากเว็บไซต์ภายนอกได้ เช่น หากคุณไปตอบคำถามเอาไว้เกี่ยวกับการเลือกซื้อแอร์ปรับอากาศและแปะลิงก์ของเว็บไซต์คุณไว้ (โดยที่คุณทำบริษัทขาย เครื่องปรับอากาศอยู่) ก็จะทำให้มีโอกาสที่ผู้อ่านการตอบคำถามของคุณ จะคลิกเข้ามาตามลิงก์ที่คุณให้ไว้นั่นเอง จึงเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าที่มากขึ้น

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั้นมีเทคนิคที่หลากหลาย เป็นสิ่งที่นักทำธุรกิจออนไลน์ควรจะศึกษาก่อนการเริ่มธุรกิจ จึงจะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในธุรกิจได้ดี

สิ่งที่ทุกคนรู้ ก่อนจะเริ่มต้นทำ SEO