แหวนเพชร

“แหวนเพชร” ตลาด SEO ที่ทำกำไรได้มหาศาล

ในการลงทุนผ่านสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโต นอกจากการซื้อขายทองคำแล้ว ยังมีอีกหลายรูปแบบการลงทุน แน่นอนว่าความเสี่ยงสูงย่อมตามมาด้วยผลตอบแทนสูง และหนึ่งในรูปแบบการลงทุนที่ได้รับความนิยมทั้งในตลาด Offline และ ตลาด Online ก็คือกลุ่มอัญมณีนั่นเอง อาทิ เพชร พลอย หินสี เป็นต้น การที่คู่รักจะแต่งงานกัน ย่อมต้องมีแหวนเป็นเครื่องมือหมั้นหมาย ในต่างประเทศก็ใช้ ประเทศไทยเราก็ใช้ ยิ่งแหวนที่นำมาหมั้นมีความสวยสะดุดตามากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ผู้ที่มาในงานแต่งรู้สึกหลงใหลมากขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ว่าแท้จริงราคาของแหวนเพชรมันจะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของความรักก็ตาม ทั้งนี้ ราคาแหวนเพชรมันไม่ได้ตายตัวเหมือนทองคำ สำหรับการลงทุนในทองคำ แม้แต่ชาวบ้านก็สามารถรู้ราคาตลาดได้ เพราะมีบอกในหนังสือพิมพ์อยู่ทุกวัน ราคาตลาดโลกเป็นอย่างไร เราสามารถรับรู้ได้ตลอดเวลา ทำให้การจะปั่นกำไรในการลงทุนทองคำเป็นเรื่องยากสักหน่อย แต่สำหรับแหวนเพชรหรือกลุ่มอัญมณีนั้นไม่ใช่ มันต้องมาดูจำนวนกะรัต ความสวยของเนื้อเพชร เพชรเม็ดนั้นเนื้อแข็งหรือเนื้ออ่อน และรายละเอียดอีกมากมาย ที่สำคัญสุดคือว่าพอใจของผู้ที่จะตัดสินใจซื้อ ต่อให้แหวนเพชรวงนั้นราคาตลาดจะมีมูลค่าไม่เยอะ แต่หากลวดลายหรือเหลี่ยมของเพชรมีความรู้สึกให้ผู้ซื้อบางรายเกิดความหลงใหล มันก็อาจจะสามารถขายได้ในราคามากกว่าตลาดหลายเท่าตัวเลยทีเดียว จำไว้ว่า ในตลาดเพชร ต่อให้ทำเป็นสร้อยคอ กำไลฝังเพชร หรือนาฬิกาฝังเพชร แม้ว่าราคาทุนที่เราซื้อมาจะไม่กี่บาท แต่หากเราเจียระไนได้สวย พร้อมใส่ในเครื่องประดับที่ดูมีคุณค่า หากไปถูกใจคนมีตังค์เข้าอย่างจัง เราก็มีโอกาสได้กำไรสูงมาก ซึ่งส่วนนี้ต้องกาศัยประสบการณ์เข้าช่วย

ตลาด SEO แหวนเพชร

แน่นอนว่าสมัยนี้คนส่วนใหญ่มักจะนิยมซื้อของออนไลน์ หากเราเป็นเจ้าของร้านขายเพชร เราสามารถเริ่มต้นทำ SEO ให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับการค้นหาได้ในตลาดกลุ่มนี้ จากพฤติกรรมของผู้ซื้อที่จะต้องเดินไปเลือกชมตามตู้กระจกที่โชว์เพชรเม็ดงาม สมัยนี้เขาดูออนไลน์กันเกือบจะทุกคนแล้ว หากเจอแหวนเพชรที่โดนใจ ก็จะทำการติดต่อกันร้านค้าให้จองไว้และเดินทางไปซื้อด้วยตนเอง แต่หากเป็นแหวนเพชรที่ราคาไม่สูงนัก อาจจะชำระเงินออนไลน์และให้ทางร้านจัดส่งทางไปรษณีย์ก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้ เมื่อเราเป็นผู้ขายอัญมณีที่มีมูลค่าสูง หน้าตาเว็บไซต์ก็ควรจะดูมีระดับสักหน่อย เพราะเว็บไซต์เปรียบเหมือนหน้าตาของร้าน ร้านดูดีมากเท่าไหร่ ราคาสินค้าในร้านก็จะยิ่งดูมีมูลค่ามากขึ้นเท่านั้น เหมือนการซื้อผักในตลาดสดกับการซื้อในห้างเซ็นทรัลโซนอาหารสดนั่นแหละ ทำอันดับติด Top 1 ในตลาดกลุ่มนี้เมื่อไหร่ โอกาสทำเงินเพิ่มขึ้นก็มีเข้ามาอย่างมหาศาลแน่นอน

สำหรับปริมาณคู่แข่งในตลาดกลุ่มนี้จะมีไม่เยอะเหมือนพวกคีย์เวิร์ดทั่วไปอย่าง W88 หรือพวกเว็บหวย เว็บแทงบอลออนไลน์ ตลาดกลุ่มข้างต้นจะแข่งขันสูงโดยมีจำนวนคู่แข่งเยอะ แต่ถ้าเป็นตลาดกลุ่มเพชร เครื่องประดับมีราคาสูง จะมีปริมาณคู่แข่งไม่เยอะนัก เพราะคนทั่วไปไม่สามารถขายเพชรได้ อาจจำกัดในด้านของเงินทุน หรือความรู้ความชำนาญ ส่วนคนที่คิดจะเป็นตัวแทนจำหน่ายโดยมีฝีมือในการทำ SEO ระดับสูง มักจะไม่ค่อยเข้ามาเล่นตลาดกลุ่มนี้ เพราะโอกาสโดนทางร้านขายเพชรโกงส่วนแบ่งมีสูง ไปทำตลาดขายเน้นปริมาณจะดีกว่า แต่ก็ไม่ใช่ว่าตลาดขายเพชรจะทำอันดับขึ้นได้แบบสบายๆนะ เจ้าของร้านเขาก็มีการจ้างทำ SEO อย่างโหดเหมือนกัน การจ้างงาน นักทำ SEO เขารับอยู่แล้ว มันคนละอย่างกับการมาทำเพราะหวังส่วนแบ่ง การจ้างไม่ต้องกลัวโกง รับเงินมาก่อนทำติดอันดับก็จบงาน คิดเล่นตลาดนี้ก็ต้องดูฝีมือของเราด้วย

อ่านแล้วอย่าลืมกดแชร์นะ...Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterShare on LinkedIn
Outbound Links

Outbound Links คืออะไร ?

เพื่อนๆอาจเคยไปอ่านเจอตามเว็บบอร์ด SEO อยู่บ่อยครั้ง เกี่ยวกับการที่มีนักทำ SEO เก่งๆได้พูดถึงเรื่องของ Outbound Links มือใหม่พึ่งเข้าวงการมาอาจจะงงเกี่ยวกับศัพท์ต่างๆที่ไม่คุ้นหู หรือแม้แต่เรื่องของ Outbound Links เองก็ตาม มันคืออะไรหว่า.. ? แล้วมันมีผลเกี่ยวกับการทำอันดับให้เว็บไซต์ของเราได้อย่างไร สำหรับเรื่องราวของ Outbound Links ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยเลย เราจำเป็นต้องรู้ว่ามันมีผลกระทบอย่างไรต่ออันดับของเราบนหน้า SERP เพื่อไม่ให้เสียเวลา เรามาทำความรู้จักกันเลยดีกว่า จะได้เก่ง SEO กันไปอีก 1 เรื่อง

Outbound Links หากแปลตามตัวของคำศัพท์ มันแปลว่าการเชื่อมโยงขาออก ในทางวงการ SEO เราจะหมายถึงลิงค์ที่เชื่อมโยงไปยังเว็บอื่น มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่ในแต่ละเว็บไซต์จะมีการพูดถึงเว็บอื่น อย่างเช่นเว็บเราทำเกี่ยวกับสูตรอาหาร แล้วเราดันไปเจอสูตรทำอาหารสูตรหนึ่งที่น่าสนใจมากจากเว็บต่างประเทศ เราเลยเอาข้อมูลเขามาแปลเป็นภาษาไทย เขียนลงบนเว็บไซต์ของเราและทิ้งท้ายบทความโดยการให้เครดิตเว็บไซต์ที่เราไปเอาข้อมูลเขามาแปล หากเว็บไซต์ที่เราทิ้งท้ายไว้มีการทำเป็นลิงค์ที่สามารถคลิกไปยังเว็บปลายทางได้ เราก็จะเรียกสิ่งนี่ว่า “ลิงค์ขาออก” หรือ “Outbound Links” นั่นเอง

ความสำคัญของ Outbound Links ในเรื่องของ SEO

การที่เว็บไซต์ของเรามี Outbound Links อยู่บ้าง ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญอยู่ไม่น้อย มันคงจะแปลกมากถ้าเว็บไซต์ของเรามีข้อมูลมหาศาล แต่กลับไม่มีลิงค์ออกไปยังเว็บอื่นเลยแม้แต่ลิงค์เดียว นี่ถ้าเว็บไซต์ของเราไม่มี Backlinks จากเว็บอื่นโยงเข้ามาด้วยก็คงจะเปรียบเหมือนเว็บที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีลิงค์ไปหาคนอื่น และคนอื่นก็ไม่โยงลิงค์มาหาเรา ในเรื่องของผลลัพธ์ทาง SEO คงไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน ความเป็นธรรมชาติของเว็บไซต์ควรจะต้องมีการทำ Outbound Links ออกไปยังเว็บไซต์อื่นๆไว้บ้าง เว็บไหนมีเนื้อหาที่ดี ดูน่าสนใจและน่านำมาบอกต่อ ก็ควรทำลิงค์ขาออกจากเว็บเราไปยังเว็บไซต์เหล่านั้น และพวกเว็บที่เราไปเอาบทความเขามารีไรท์ใหม่เพราะเห็นความบทความมีสาระน่าสนใจ ก็ควรให้เครดิตเว็บไซต์เหล่านั้นด้วยการทำลิงค์ออกไปยังเว็บไซต์เหล่านั้น

Outbound Links ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำคัญ เมื่อก่อน นักทำ SEO ส่วนใหญ่มักจะคิดว่าถ้าเราทำลิงค์ออกก็เหมือนถ่ายเทค่าพลังจากเว็บเราไปให้เว็บอื่น ซึ่งมันก็เป็นเรื่องจริง แต่มันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น สมัยที่ Google ยังโชว์ค่า PR ของหน้าเว็บไซต์ เราไปยึดติดกันมากเกิน ส่วนใหญ่พยายามไม่สร้างลิงค์ออกนอกเว็บเพราะกลัวว่าค่า PR จะลดลง แต่ลืมคำนึงถึงความเหมาะสมในตัวเว็บไซต์ไปว่าถ้าเว็บเรามีเป็น 10 หมวดหมู่ 100 บทความ แต่ไม่มีลิงค์โยงไปแห่งอื่น มันจะดูค่อนข้างผิดปกติไม่น้อย ปัจจุบัน Google ได้ทำการซ่อนค่า PR ไม่ให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถดูได้แล้ว แต่ค่า PR ยังถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการคำนวนอันดับอยู่ จะโชว์เฉพาะในระบบของ Google เท่านั้น การปิดค่า PR ไม่ให้คนทั่วไปดูได้ ส่งผลให้นักทำ SEO เริ่มลดความขี้เหนียวลิงค์ออกลง สมัยนี้มีการนิยมให้เครดิตเว็บอื่นกันมากยิ่งขึ้น อาจเป็นเพราะไม่มีอะไรให้มายึดติดกับเรื่องลิงค์ออกเท่าเมื่อก่อนแล้ว

สมดุลของการทำ Outbound Links

ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะแนะนำให้นักทำ SEO หน้าใหม่หน้าเก่าทั้งหลาย ควรรู้จักและทำ Outbound Links ให้กับเว็บของเราไว้บ้าง แต่ก็ต้องดูปริมาณลิงค์ขาออกให้ดีด้วย ให้เราเอามาเปรียบเทียบกับขนาดของเว็บไซต์เรา หากเว็บเรามีเพียง 2-3 บทความ พึ่งสร้างเว็บใหม่ แต่กลับทำลิงค์ขาออก 30-40 ลิงค์เลย แบบนี้ก็อาจไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ เราควรดูขนาดเว็บของเราด้วย หากเว็บเรามี 10 บทความ ลิงค์ขาออกควรมีสัก 1-3 ลิงค์ก็พอแล้ว บทความเว็บเยอะขึ้นก็มีลิงค์ขาออกเยอะตาม

อย่างไรก็ดี เราไม่จำเป็นต้องมานั่งเครียดคำนวนเรื่องจำนวน Outbound Links ของเว็บไซต์เราให้ปวดหัว เราเพียงแค่ทำเว็บของเราไปเรื่อยๆ ข้อมูลไหนน่าสนใจที่อยากนำมาฝากผู้ใช้งานเว็บไซต์ของเรา ก็เพียงนำมาเขียนลงเว็บและให้เครดิตเป็นลิงค์ขาออกเขากลับไปก็พอ ถ้าใน 10 บทความที่เราเขียนลงเว็บ เป็นเรื่องราวที่เราคิดและเขียนมันขึ้นมาเอง ก็ไม่จำเป็นต้องไปเขียนเครดิตให้ใครมั่ว เพราะเราคิดและเขียนบทความเอง จะไปให้เครดิตใครล่ะนอกจากเว็บของเราเอง ส่วนของเนื้อหาบทความที่ไม่ใช่เครดิตทิ้งท้าย เราอาจจะมีการโยงลิงค์ขาออกไปในเว็บที่เกี่ยวข้องบ้างก็ได้ เช่น มีลิงค์ไป Wikipedia จากคำศัพท์เฉพาะในบทความของเรา เพื่อให้คนที่เข้ามาอ่านแล้วเกิดความสงสัยในคำศัพท์เฉพาะเหล่านั้น สามารถคลิกที่คำศัพท์เพื่อไปดูความหมายหรือคำขยายความของคำศัพท์นั้นเพิ่มเติมได้ง่ายกว่าการ Copy คำไปค้นหาใน Google ด้วยตัวเอง ซึ่งจะมีขั้นตอนมากกว่า หากเราสามารถออกแบบเนื้อหาเว็บและวางตำแหน่งเรื่องของ Outbound Links ได้อย่างเหมาะสม ก็จะทำให้ผู้ใช้งานติดใจเว็บของเรา ผลลัพธ์ที่ตามมาคือมันมักจะส่งผลให้คะแนน SEO ด้านอื่นดีไปด้วย

อ่านแล้วอย่าลืมกดแชร์นะ...Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterShare on LinkedIn
Web 2.0

Top Web Blog 2.0 แหล่ง Backlinks ฟรีและมีคุณภาพสูง

คำว่า Web 2.0 อาจจะฟังดูแล้วมันดูรวมๆเกินไป แต่เพราะเราเคยชินการเรียกพวกเว็บไซต์คุณภาพ หรือพวก Blog ฟรียอดนิยมด้วยคำว่า Web 2.0 เสียมากกว่า มาให้ความรู้นิดหน่อยกับความหมายของคำว่า Web 2.0 กันดีกว่า ในช่วงแรกที่เว็บไซต์เพิ่งได้เริ่มมีการทำเกิดขึ้น สมัยนั้นการจะทำแต่ละเว็บให้ออกมาดูดีได้จำเป็นต้องพึ่งโปรแกรมเมอร์ เพราะจะต้องเขียนโค้ดโครงสร้างเว็บขึ้นมาเองทั้งหมด จนหลังๆก็ได้มีผู้พัฒนาโปรแกรมที่อำนวยความสะดวกในการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาหลายตัวด้วยกัน ยอดฮิตที่สุดคงจะเป็น Dreamweaver ของค่าย Adobe มันมีฟังก์ชั่นที่ง่ายต่อการใช้ แม้แต่นักเรียน นักศึกษา ก็สามารถศึกษาการเขียนเว็บให้ง่ายขึ้นจากโปรแกรมนี้ได้เช่นกัน

Web 1.0 และ Web 2.0

ในยุคนั้น การทำเว็บไซต์ขึ้นมาแต่ละเว็บจะไม่สามารถโต้ตอบกับผู้ที่เข้ามาใช้งานได้ เราสามารถใส่ลูกเล่นเว็บได้เต็มที่ แต่จะสนทนาสดกับผู้ใช้เว็บเราไมได้เลย หากทำเว็บขายสินค้า ทางเดียวที่จะขายได้คือลูกค้าโทรหรือส่งอีเมล์เข้ามาติดต่อขอซื้อ ทำให้มันไม่ค่อยจะสะดวกนัก อ่านข้อมูลได้อย่างเดียว คุยตอบคำถามแบบสดๆกับลูกค้าผ่านเว็บไซต์ไม่ได้ ในยุคนั้นจะเรียกว่า Web 1.0 จนมีการพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นนึงที่ผู้ใช้สามารถให้ความเห็น พูดคุยสดกับเจ้าของเว็บไซต์ได้ทันที ติดขัดปัญหา ต้องการเสนอแนะข้อมูล สามารถแชทคุยสดกับเจ้าของเว็บได้ทันที หรือจะตั้งกระทู้พูดคุยกับเพื่อนคนอื่นก็ได้ ช่วงที่ Web 2.0 มาแรกๆ พวกเว็บที่ได้รับความนิยมมากจะเป็นแนวตระกูลเว็บบอร์ดซะส่วนใหญ่ เพราะคุยกันได้หลายคน จนเกิดเป็นสังคมย่อยๆของแต่ละกลุ่มสินค้า มีบอร์ดเกี่ยวกับเรื่องแม่และเด็ก เกี่ยวกับรถยนต์ เกี่ยวกับการซื้อขายกระเป๋าหรือสินค้าแฟชั่น ส่วนถ้าเราทำงานด้าน SEO ก็จะรู้ดีอยู่แล้วว่าจะมีเว็บบอร์ดสังคมที่พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็น SEO กันอยู่ตลอดที่เว็บ Thaiseoboard.com

ถึงแม้จะได้รับความนิยมมากในอดีต แต่ปัจจุบันพวกเว็บบอร์ดก็เริ่มซาลงไปหลังจากที่มีกระแสการเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านพวกเว็บโซเชี่ยวมีเดียที่สามารถคุยกันได้สะดวกกว่าเว็บบอร์ดมาก อารมณ์เหมือนคุยกันต่อหน้าเลย เพราะเป็นการสนทนาสด ไม่ต้องโพสข้อมูลแล้วรอเพื่อนๆมาตอบอย่างพวกเว็บบอร์ด แถมยังมีลูกเล่นให้หลงใหลมากมาย ทั้งติดตามข่าวสารก็ง่าย ภายในโซเชี่ยวยังมีกลุ่มย่อยๆของแต่ละสังคมอีกด้วย เรียกได้ว่ามีทุกสิ่งที่เว็บบอร์ดมีไปรวมอยู่ในโซเชี่ยวเน็ตเวิร์ค ทำให้พฤติกรรมผู้ใช้เปลี่ยนแปลงตามกระแสโซเชี่ยวไปในที่สุด

สำหรับ Top Web Blog 2.0 ที่เราจะหมายถึงในบทความนี้ จะหมายถึงเว็บไซต์ 2.0 ที่มีผู้คนทั่วโลกนิยมใช้กันเยอะและเราสามารถเข้าไปสร้าง Blog และทำลิงค์ย้อนกลับมายังเว็บทำเงินของเราได้ นั่นก็คือพวก WordPress.com, Blogspot.com, Wix.com, Jimdo.com และอีกหลายร้อยเว็บที่คนทั่วโลกนิยมใช้กันในรูปแบบของบล็อกฟรี เว็บพวกนี้จะมีคนนิยมใช้กันมาก เมื่อก่อนเว็บเหล่านี้จะเรียกว่าเป็นพวกเว็บที่เปิดให้บริการสร้างบล็อกฟรี หลายคนก็ชอบที่จะเขียนเรื่องราวแบ่งปันความรู้ ความสนุก ข่าวสาร การใช้ชีวิตประจำวัน ผ่านลงบนเว็บบล็อกของตนเอง เหมือนเป็นไดอารี่ 1 เล่มที่เขียนไว้ให้คนที่อยากติดตามชีวิตเราได้อ่านกันอย่างไม่มีเบื่อ ที่สำคัญคือมันฟรี ปัจจุบันนี้ก็มีหลายเว็บไซต์ที่มีลูกเล่นให้ผู้ใช้งานได้ปรับแต่งหน้าเว็บของตนเองได้ง่ายขึ้น เพียงแค่ลากและวางกล่องใส่ข้อมูลต่างๆ แค่นี้หน้าบล็อกของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วยแล้ว คือมันเริ่มไม่ได้เป็นแค่บล็อกไว้เขียนเรื่องราว แต่สามารถเป็นได้ทั้งเว็บบล็อกและเว็บไซต์ที่เอาไว้เสนอข้อมูลสินค้าให้ลูกค้าได้เข้ามาชมด้วย

แต่ละผู้ให้บริการก็จะมีทั้งส่วนของการใช้ฟรีและเสียเงินแบบรายเดือนและรายปี หากเราชื่นชอบในลูกเล่นของเว็บไหน จะช่วยอุดหนุนใช้บริการแบบรายปีก็ได้ จะมีลูกเล่นเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงหลายผู้ให้บริการ Web Blog 2.0 เราสามารถจดโดเมนสวมเข้าบล็อกฟรีเหล่านี้ได้อีกด้วย ผู้ใช้งานทั่วไปเพียงแค่พิมพ์ชื่อโดเมนของเราก็จะลิงค์เข้ามาที่บล็อกเราแล้ว ไม่ต้องเสียค่าโฮสติ้งรายปี

เลือกเฉพาะ Top Web Blog 2.0 ในการสร้าง Backlinks

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการเปิดให้สร้างบล็อกฟรีจำนวนมาก แต่หากเราต้องการทำเพื่อหวังผลลัพธ์ทาง SEO ก็ควรเลือกใช้เฉพาะพวกที่ได้รับความนิยมสูงๆเท่านั้น ดูจากอันดับ Alexa ก็ได้ หากเว็บสร้างบล็อกฟรีแหล่งไหนติดอันดับใน Alexa เกินกว่า 1 หมื่นลงไป ก็ให้ข้าม เอาเฉพาะที่ติดอยู่ใน Top 10,000 บน Alexa เท่านั้น สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักว่า Alexa คืออะไร อธิบายให้เข้าใจง่ายๆคือ Alexa.com เป็นเว็บที่จัดอันดับเว็บยอดนิยมจากทั่วโลก เว็บไหนมีอันดับสูงๆ ก็แปลว่ามีผู้ใช้งานจำนวนมาก ได้รับความนิยมสูง เราจึงสามารถใช้อันดับที่เว็บแห่งนี้แสดงข้อมูล มาช่วยดูว่าเว็บไหนได้รับความนิยม เว็บไหนไม่ได้รับความนิยม หากไม่ดูสถิติก็แปลว่าเรากำลังใช้ความมโนในหัว ซึ่งไม่ถูกหลักนักสำหรับการจะเป็นนัก SEO มืออาชีพ

จุดเด่นของพวก Top Web Blog 2.0 เหล่านี้คือมันช่วยส่งผลเรื่องของ SEO ได้ดีพอสมควร ไม่ว่าเป็นผู้ให้บริการ SEO บ้านเราหรือต่างประเทศ ก็มีให้บริการรับสร้างแบ็คลิงค์จากพวกเว็บเหล่านี้ โดยเฉพาะคีย์เวิร์ดที่มีปริมาณคู่แข่งเยอะอย่าง Gclub, SBOBET, เกมส์, จีคลับ ต้องบอกว่าเว็บที่ติดหน้าแรกในคีย์เวิร์ดโหดๆพวกนี้ แทบจะทุกเว็บที่มีการทำ Backlinks จาก Blog 2.0 ที่พวก Top Blog 2.0 ยอดนิยมสามารถให้ผลดีในเรื่องของอันดับ เพราะ Blog เหล่านี้มีความน่าเชื่อถือพอสมควรอยู่แล้ว มีผู้ใช้งานจริงค่อนข้างเยอะ ถึงแม้ว่าหน้าเว็บที่เราจะสร้างจะไม่ได้ลิงค์ย้อนกลับจากหน้าแรกของโดเมนหลัก มันเป็นการได้ลิงค์ย้อนกลับจากหน้าซับโดเมนที่เราสร้างขึ้นมาใหม่ที่อยู่ภายใต้โดเมนหลักแทน ถึงเราจะไม่รู้ว่า Search Engine ให้คะแนนลิงค์ย้อนกลับแบบไหนยังไง แต่จากการทดลองที่เราทำกันมาก็พอรู้ว่าหากเว็บเรามีลิงค์ย้อนกลับจากพวก Top Web Blog 2.0 อันดับเว็บเราก็มักจะดีขึ้นอยู่เสมอ ( แต่คงไม่ได้พุ่งทยานขึ้นเทียบเท่ากับการสร้างลิงค์ย้อนกลับจาก Private Blog Network ที่ดูแลเป็นอย่างดี ) แม้ Backlinks พวกนี้จะไม่ได้แรงมากมาย แต่มันก็เป็นของฟรีที่เราสามารนำมาใช้ทำอันดับได้ หากใครไม่ค่อยมีทุนสร้าง PBN ของตัวเอง การมองหาลิงค์จากเว็บกลุ่มนี้ก็ถือเป็นทางเลือกที่ไม่เลว สำคัญคือควรจะหาเฉพาะ Web Blog 2.0 ยอดนิยม อย่าไปทำมันทุกเว็บบล็อกที่มีทั้งห่วยและดีปนกัน มันอาจส่งผลเสียแทนผลดีได้

สำหรับวิธีการหารายชื่อเว็บบล็อกฟรียอดนิยมจำพวกนี้ ลองพิมพ์คำว่า “Top Web Blog 2.0” หรือ “Best Blog 2.0 2016” อะไรแบบนี้ใน Google เราก็จะเจอเว็บที่แจกรายชื่อเว็บบล็อกยอดนิยมจำนวนมาก ก็เข้าไปสร้างลิงค์ย้อนกลับทีละเว็บได้เลย ก่อนสร้างก็อย่าลืมเช็คอันดับเว็บบล็อกนั้นๆจาก Alexa ด้วย เพราะบางทีเจ้าของเว็บไซต์อาจจะรวบรวมมาให้แบบมีทั้งดีปนห่วยก็ได้

อ่านแล้วอย่าลืมกดแชร์นะ...Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterShare on LinkedIn
ความสำคัญของชื่อโดเมน

ความสำคัญของชื่อโดเมนในผลลัพธ์ด้าน SEO

ในทุกๆกิจการ เราจะต้องมีชื่อของกิจการเรา มันเป็นสิ่งที่เอาไว้บ่งบอกว่า กิจการของเรานั้นเกี่ยวกับอะไร เช่น ชาบูชิ ชื่อนี้ถึงจะไม่ได้บ่งบอกความเป็นบุฟเฟต์ แต่บ่งบอกว่าเป็นกิจการร้านอาหารแน่ๆ เพราะชาบูมีความหมายเชิงการลวกจิ้มในภาษาญี่ปุ่น (บางทีลองมองอีกแง่ มันก็แปลความหมายไปทางลัทธิความเชื่อได้เหมือนกันนะ) แต่จริงๆแล้วในบางกิจการ ชื่อก็อาจไม่ได้สัมพันธ์กับกิจการที่ทำอยู่ก็มีเหมือนกัน ไม่ว่าชื่อกิจการจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้อง แต่มันก็ต้องมีไว้ เพื่อให้คนจำได้และเรียกถูก

ทีนี้ ในเชิงของเว็บไซต์ ชื่อโดเมนเปรียบเสมือนชื่อของกิจการเรานี่เอง หากตั้งชื่อโดเมนดี จำง่าย มีเอกลักษณ์เฉพาะ ย่อมเป็นผลดีกว่าการตั้งชื่อยาวๆจนคนขี้เกียจมาท่องจำ อย่างเว็บ sanook.com (สนุกดอทคอม) ก็เป็นชื่อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ สั้นและจำได้ง่าย ทุกวันนี้หลายคนก็รู้จักเว็บไซต์นี้เป็นอย่างดี ลองมาคิดขำๆว่าถ้าชื่อโดเมนเขียนยาวๆอย่าง sanooksooksunheha.com (อ่านว่า สนุกสุขสันเฮฮาดอทคอม) คิดว่าชื่อโดเมนแบบนี้จะน่าจำหรือน่าลืมไปดีล่ะ ดังนั้นการเลือกชื่อโดเมนให้สอดคล้องกับธุรกิจที่ดำเนินอยู่ และมีชื่อที่สั้นกระชับ จำขึ้นใจได้ง่าย ย่อมดีกว่าการตั้งชื่อโดเมนยาวๆ

สร้างผลลัพธ์ SEO ให้ดียิ่งขึ้น ต้องรู้จักตั้งชื่อโดเมนให้เหมาะสม

เว็บ Search Engine ชื่อดังทั้งหลาย ย่อมให้คะแนนความสำคัญเพิ่มขึ้นกว่าเดิมสำหรับเว็บไซต์ที่มีชื่อโดเมนใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ด เช่นเราสร้างเว็บไซต์เล็กๆใหม่ขึ้นมา โดยต้องการเน้นผลลัพธ์หน้าแรกในคีย์เวิร์ด w88 ชื่อโดเมนของเราก็ควรจะมีคำว่า w88 อยู่ด้วย การตั้งชื่อโดเมนแบบนี้จะส่งผลดีทั้ง 2 ทาง อย่างแรกเลย เว็บ Search Engine จะให้ความสำคัญมากขึ้นในการค้นหาผ่านคีย์เวิร์ด w88 เพราะชื่อเว็บเป็นตัวบ่งบอกถึงความสำคัญได้ส่วนนึง และอีก 1 อย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือผู้เข้าใช้งานจะจำชื่อเว็บเราได้ง่าย ยิ่งชื่อสั้นเท่าไหร่ก็ยิ่งจำง่ายเท่านั้น เดี๋ยวนี้พวกสกุลของโดเมนมีออกมาให้เลือกจดมากยิ่งขึ้น หากเราทำคีย์เวิร์ดไหน แล้วจะจดโดเมน .com แต่เจอปัญหามีคนแย่งจดชื่อที่ต้องการไปก่อนหน้านี้แล้ว วิธีแก้ไขก็มี 2 ทางคือ เราอาจจะเพิ่มคำเข้าไปในชื่อโดเมนเช่น w88thaiclub หรือใช้วิธีจดสกุลดอทอื่นแทนอย่าง w88.bingo ก็ได้เช่นกัน ทำแบบนี้ย่อมดีกว่าการจดโดเมนแบบชื่อมั่วๆ หรือชื่อยาวๆ เพราะคนจะจำไม่ค่อยได้

เดี๋ยวนี้สามารจดโดเมนภาษาไทยได้แล้วนะ

เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับผู้ที่อยากเพิ่มความแรงด้าน SEO อย่างเต็มสปีดในการทำคีย์เวิร์ดภาษาไทย สมัยนี้เราสามารถจดโดเมนชื่อภาษาไทยกันได้แล้ว เมื่อก่อนเวลาเราทำคีย์เวิร์ดภาษาไทยมักจะรู้สึกขาดอะไรไปบางอย่าง คือต้องใช้ชื่อโดเมนภาษาอังกฤษในการทำเว็บภาษาไทย การตั้งชื่อจึงต้องใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษที่มีความหมายใกล้เคียงกับกิจการของเรา แต่เดี๋ยวนี้เราทำกิจการเกี่ยวกับอะไร ก็ตั้งชื่อโดเมนเป็นภาษาไทยไปได้เลยตรงๆ หลายบริษัทก็เริ่มทำกันแล้ว อย่างแบรนด์สินค้าพรทิน่า เขาก็มีคนสร้างเว็บไซต์โดยจดโดเมนเป็นภาษาไทยไว้แล้ว เขียนว่า พรทิน่า.com (ไม่แน่ใจว่าเป็นตัวแทนหรือเจ้าของแบรนด์ที่เป็นคนจดโดเมน) แบบนี้ลูกค้าสามารถจดจำได้ง่ายแน่นอน ชื่อสั้นกระชับ แถมเป็นชื่อแบรนด์โดยตรงอีก เห็นหรือยังว่าความสำคัญในการจดโดเมนนี้มีมากแค่ไหน

ในผู้ให้บริการรับจดทะเบียนโดเมนของไทยหรือในต่างประเทศ จะมีอยู่หลายเจ้าที่เราไม่สามารถพิมพ์ชื่อโดเมนภาษาไทยไปตรงๆเพื่อที่จะจดได้ หลายเว็บจะแจ้งเตือนว่าเราใส่ไม่ถูกต้อง วิธีการจดโดเมนภาษาไทยสำหรับคนที่เจอปัญหา ให้เราเปิดบราวเซอร์ Google Chrome แล้วลองพิมพ์ชื่อโดเมนภาษาไทยตามด้วยสกุลดอทที่ต้องการจดทะเบียนลงในแถบ address bar (แถบที่เราจะพิมพ์ชื่อเว็บปกตินั่นแหละ) แล้วกด Enter จากนั้นให้ copy ชื่อเว็บที่พิมพ์ลงไปแล้วนำไปวางใน Microsoft Word หรือ Notepad ก็ได้ หากทำถูกต้องมันจะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นชื่อเละๆ มักจะขึ้นต้นด้วยตัวอักษร xn นำหน้า ยกตัวอย่างโดเมน พรทิน่า.com เมื่อเราทำตามขั้นตอนข้างต้น ผลลัพธ์จะได้ออกมาเป็น xn--o3cenu1fk5l.com แบบนี้ ก็ให้เราเอาชื่อที่ได้มาเป็นภาษาอังกฤษแปลกๆนี้ไปทดลองจดทะเบียนโดเมนดู หากไม่มีคนจดโดเมนนี้มาก่อน เราก็จะสามารถจดทะเบียนได้ตามปกติเหมือนจดโดเมนทั่วไปเลย แต่หากใครที่อ่านแล้วงง ยิ่งอ่านยิ่งไม่เข้าใจ แนะนำให้จดทะเบียนโดเมนผ่านเว็บของคนไทย และให้ทางผู้ให้บริการช่วยทำการจดโดเมนให้แทนเลย จะได้ไม่ต้องมาปวดหัว

เมื่อเรารู้ถึงความสำคัญของชื่อโดเมนแล้ว ก่อนจะเริ่มจดโดเมนก็ลองนั่งคิดสักหน่อย เอาชื่อที่มันโดนๆ และเราอยากจะปั้นชื่อนี้ให้เข้าไปในใจของหลายคน เมื่อเลือกได้ก็อย่ารอช้า รีบลงมือทำก่อนที่จะโดนคนอื่นแย่งจดโดเมนไปเสียก่อน

อ่านแล้วอย่าลืมกดแชร์นะ...Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterShare on LinkedIn
Keywords SEO

คีย์เวิร์ดตลาด VS คีย์เวิร์ดชื่อสินค้า แบบไหนน่าทำ SEO มากกว่ากัน ?

หากเราศึกษากระบวนการ SEO มาบ้างแล้ว จะรู้ว่าการทำ SEO สิ่งแรกที่ต้องทำคือการค้นหาคีย์เวิร์ดที่จะสามารถทำเงินให้กับเราได้ แน่นอนล่ะ มันต้องเป็นคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่เราขายหรือเกี่ยวข้องกับบริการของเราที่ต้องการประชาสัมพันธ์ ทีนี้มันจะแยกออกได้อยู่สองรูปแบบด้วยกัน คือการทำคีย์เวิร์ดที่เป็นคำค้นหายอดนิยมของกลุ่มเป้าหมายในตลาดนั้นๆ กับอีกแบบหนึ่งคือการเอาชื่อสินค้ามาเป็นคีย์เวิร์ดในการทำเสียเลย แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าแบบไหนมันน่าทำกว่าหากต้องเลือกในอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะจะทำหมดทุกคีย์คงไม่ไหว เรามาเรียนรู้ข้อดีและข้อด้อยของคีย์เวิร์ดแต่ละรูปแบบกันดีกว่า

กลยุทธ์ SEO ในคีย์เวิร์ดตลาด

เป็นรูปแบบการทำยอดนิยมที่สุด ข้อดีของการทำคำค้นหากลุ่มนี้คือมันจะมีความยืดหยุ่นสูงมาก บางคนอาจจะมองไม่เห็นภาพ สมมุติว่าเราเป็นแม่ค้าขายเครื่องสำอางค์ มีสบู่ ครีมทาหน้า ยาสระผม อุปกรณ์เสริมสวย แต่ขายภายใต้แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง หากวันนึงเรายกเลิกขายสินค้าแบรนด์นั้นขึ้นมา แล้วไปซบอกสินค้าอีกแบรนด์อื่นที่อยู่ในกลุ่มเครื่องสำอางค์เหมือนกัน เราก็สามารถใช้เว็บไซต์เดิมที่ลงทุนทำ SEO ได้ แค่เปลี่ยนเนื้อหาในเว็บสักเล็กน้อย ลบข้อมูลสินค้าเก่าออก เอาสินค้าแบรนด์ใหม่มาลงแทน เว็บไซต์ก็ยังขายได้ตามปกติ เพราะกลุ่มลูกค้าที่เข้ามายังเว็บจะมีการค้นหาผ่านคีย์เวิร์ดตลาด เช่น ครีมทาหน้ายี่ห้อไหนดี สบู่ทาตัวขาว ครีมทาก่อนนอน อะไรแบบนี้ ต่อให้เราย้ายแบรนด์สินค้าเป็น 10 มันก็ยังขายได้อยู่ดี แต่ข้อเสียมันก็มีอยู่ตรงที่ว่า ปริมาณคู่แข่งในคีย์เวิร์ดตลาดมักจะมีเยอะกว่าการทำคีย์เวิร์ดชื่อสินค้าเฉพาะเจาะจง อย่างคีย์เวิร์ด “พรทิน่า” ซึ่งเป็นชื่อแบรนด์สินค้าที่อยู่ในหมวดความงาม หากจะเอาปริมาณคู่แข่ง SEO ในตลาดมาเทียบกันระหว่างคีย์ “พรทิน่า” กับคีย์ “ครีมหน้าใส” ปริมาณคู่แข่งคงห่างกันฟ้ากับเหว

เลือกสิ่งที่ง่ายกว่า อย่างคีย์เวิร์ดชื่อสินค้า

เมื่อเราเห็นข้อดีข้อเสียของคีย์เวิร์ดตลาดไปแล้ว สำหรับการทำ SEO ในกลุ่มคำค้นหาชื่อสินค้า ชื่อแบรนด์ ชื่อบริษัท พวกนี้มันจะตรงกันข้ามกับคีย์เวิร์ดตลาด คือในคำค้นหาเฉพาะเหล่านี้ ส่วนใหญ่เราจะสามารถทำอันดับได้ง่ายกว่าการทำคีย์เวิร์ดตลาด เพราะปริมาณคู่แข่งน้อยกว่าหลายเท่า และจุดดีอีกข้อคือ มีโอกาสปิดการขายได้สูงกว่าด้วย ผู้ใช้ทั่วไปที่ค้นหาด้วยคำเฉพาะในชื่อแบรนด์ เกิน 50% เขาเลือกที่จะซื้อ อาจมีสาเหตุมาจากเคยใช้มาก่อนหน้านี้แล้ว หรือแบรนด์นี้กำลังเป็นที่นิยมเลยขอลองตามกระแส เป็นต้น

ส่วนข้อเสียคือหากวันนึงแบรนด์สินค้าที่เราลงมือทำ SEO มาอย่างยาวนานเกิดเสียชื่อ มีคนให้ความเห็นแง่ลบเยอะ เราคงไม่สามารถเอาสินค้าแบรนด์อื่นมาขายในคีย์เวิร์ดชื่อแบรนด์เดิมได้ เพราะมันคนละเรื่องกัน ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายสักเท่าไหร่ด้วย แถมถ้าเจอกระแสแง่ลบมากๆ หลังจากผ่านช่วงกระแสมาสัก 1 เดือน จำนวนคนค้นหาก็จะลดลงแบบฮวบเลย แต่จะมีกลุ่มการแข่งขันบางคีย์เวิร์ดที่คีย์เฉพาะจะมีคู่แข่งสูงกว่าคีย์ตลาด อย่าง W88 ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดเกี่ยวกับการพนัน เหล่า SEO ทั้งหลายเลือกที่จะทำ SEO ในคำว่า W88 มากกว่าการไปทำคีย์เวิร์ดย่อยอื่นๆในกลุ่มพนัน ถ้าเราไม่เก่งเรื่อง SEO มากนักก็ควรเลี่ยงคีย์เฉพาะที่ค่อนข้างหิน เอาเวลาไปหาคีย์เวิร์ดย่อยๆในหมวดเดียวกันแล้วลงมือทำ อาจจะง่ายและเห็นผลไวกว่า

ไม่ว่าจะทำคีย์เวิร์ดไหน กลุ่มใด แท้จริงหากเรามีเวลามากพอและใจเย็นได้ เราก็ควรทำมันทุกคีย์เวิร์ด หว่านเยอะๆ เพราะบางทีเราเองก็ไม่มีทางรู้ได้หมดว่า คีย์เวิร์ดไหนจะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะทำเงินได้มากและไวที่สุด หากเวลามีจำกัดก็รู้จักวิเคราะห์คำค้นหาก่อนลงมือทำให้ดี หากเวลามีเยอะก็ลองทำค้นค้นหาย่อยเยอะๆเพื่อถัวเฉลี่ยจะดีที่สุด

อ่านแล้วอย่าลืมกดแชร์นะ...Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterShare on LinkedIn